ความตระหนักถึงพิษภัย “ฝุ่นจิ๋ว” ที่พิษสงไม่จิ๊ว ของฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ “PM2.5”ที่มีมากขึ้นในห้วงเวลานี้ กระตุ้นให้หลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เร่งแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ด้วยส่งความรุนแรงของสถานการณ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ แต่หากสะสมอยู่ในร่างกายยังก่อให้เกิดโรคร้าย อย่าง มะเร็งปอด แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาฝุ่นพิษมาตั้วแต่ปลายปี 2560แล้ว แต่ไม่ได้ตื่นตัวกันเท่าที่ควร และที่ผ่านมาไม่ได้ตรวจสอบหาสาเหตุของวิกฤติที่เกิดขึ้น เพื่อแก้ไขที่ต้นตอ มีแต่การแก้ไขที่ปลายเหตุ จึงเกิดวิกฤติซ้ำซากและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างที่ปรากฎในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย ที่ประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้แล้ว ในรายงนของศูนย์วิจัย พบว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัญหาฝุ่นละอองเกินมาตรฐานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลใน2 ส่วน คือ 1.ค่าเสียโอกาสจากประเด็นสุขภาพ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการที่สถานการณ์ฝุ่นละอองไปกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บป่วยสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้หรือระบบทางเดินหายใจ จนต้องไปพบแพทย์หรือเข้ารับการรักษาพยาบาล รวมไปถึงเม็ดเงินค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้บริโภคต้องซื้อหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ เพื่อดูแลป้องกันสุขภาพ ทั้งนี้แม้ค่าใช้จ่ายดังกล่าว จะถูกส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจ แต่ก็ถือเป็นค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นเพราะผู้บริโภคไม่สามารถนำเงินนี้ไปใช้จ่ายเพื่อการอื่น 2.ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่สถานการณ์ฝุ่นละอองทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวจากเดิมที่มีแผนจะเดินทางมายังกรุงเทพฯ ไปยังแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดอื่นของไทย อย่างไรก็ตามจะไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศ แต่หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายในเวลาอันรวดเร็ว อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่สามารถปรับแผนการเดินทางได้ เปลี่ยนเส้นทางไปท่องเที่ยวในประเทศอื่นแทน ในกรณีหลังนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งล่าสุดสื่อต่างประเทศก็เริ่มมีการกล่าวถึงปัญหาฝุ่นละอองในไทยหลังจากที่กรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ใน 10 ของเมืองที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานโลก โดยสรุปแล้วศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าผลทางเศรษฐกิจจากปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากค่าเสียโอกาสในประเด็นสุขภาพและด้านการท่องเที่ยว ในเบื้องต้นอาจคิดเป็นเม็ดเงินอย่างน้อย 2,600 ล้านบาท โดยกรอบเวลาที่ใช้ในการคำนวณคือไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 อย่างไรก็ตาม เราหวั่นใจว่า ในช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นพิษคลี่คลาย และประเทศไทยมีวาระใหม่เข้ามา เช่น การเลือกตั้ง ก็จะทำให้ภาคส่วนต่างๆ หลงลืมในการดำเนินมาตรการต่างๆอย่างจริงจัง จึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับรัฐบาลใหม่ว่า อย่าลืมเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันพิษ ที่เคยใช้หาเสียงกัน