นับจากนี้ไป 54 วัน จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับแต่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เป็นเวลากว่า 5 ปี ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะคงมีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ ในการบริหารราชการไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ตามคำกล่าวของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
กระนั้น ความชัดเจนดังกล่าวได้ทำให้บรรยากาศความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกลับมาคึกคัก
สะท้อนผ่านความเห็นของ ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจัยบวกมาจากมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าจะมีเลือกตั้ง ส่งผลให้ดัชนีฯปรับขึ้นสู่ระดับที่ควรจะเป็น และคาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณเม็ดเงินไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติ
ลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. กล่าวว่า การประกาศ พ.ร.ฎ.จะช่วยทำให้ความเชื่อมั่นในภาคเศรษฐกิจเป็นบวกมากขึ้น มีผลทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้นตามไปด้วย และหากจัดเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อย จะเป็นผลดีอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความเชื่อมั่นต่างๆที่เกิดขึ้นจากความชัดเจนในการเลือกตั้ง แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง เกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาล
สะท้อนผ่านการแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลหลังเลือกตั้ง ของ ไพบูลย์นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ที่ให้ความเห็นว่า ตลาดทุนไม่กังวลว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลจะหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ แต่กังวลว่านโยบายต่างๆ จะทำได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นรัฐบาลผสม หากคะแนนเกินครึ่ง หรือมากกว่า 300 เสียง ก็ช่วยให้นโยบายมีความมั่นคง รวมถึงการสานต่อนโยบายเดิมที่มีอยู่ เช่น โครงการอีอีซี ถ้าเดินหน้าต่อก็จะสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น
"แต่หากรัฐบาลผสมคะแนนเสียงต่ำกว่า ก็อาจส่งผลต่อเสถียรภาพได้ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมองว่าจะอยู่ได้ไม่เกินปีครึ่งเท่านั้น"
ความเห็นนี้ ไม่ได้เกินเลยไปจากความคาดหมายของนักการเมือง หรือนักวิชาการ ต่างมองไปในทิศทางเดียวกัน
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ออกแบบโครงสร้างรัฐบาลให้เป็นรัฐบาลผสม ที่มีจุดด้อยคือ ทำงานยากและมีอายุอยู่ได้ไม่นาน
แต่แม้จะมองเห็นวิกฤติที่อาจจะต้องเผชิญอยู่เบื้องหน้าอย่างน้อยการเลือกตั้งในวันนี้ก็ทำให้ "อำนาจ" ในการตัดสินใจกลับมาอยู่ในมือของประชาชน จึงขึ้นอยู่กับพวกเขาที่จะกำหนดชะตากรรมของตนเอง ส่วนรัฐบาลใหม่ หลังการเลือกตั้ง ต้องศึกษาบทเรียนในอดีตและกลัวที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อไม่ให้สถานการณ์หวนกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งเดิมๆ