รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์

ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

“โลก 3U” ซึ่งประกอบด้วย Unpredictable (คาดเดาไม่ได้) Uncertain (ไม่แน่นอน) และ Uncontrollable (ควบคุมไม่ได้) สะท้อนถึงบริบทสังคมที่มีทั้งภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โรคระบาด ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและภูมิทัศน์ของแรงงาน เมื่อโลกวันนี้ไม่มีสูตรสำเร็จและไม่มีเส้นทางที่ชัดเจน มนุษย์กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูและขับเคลื่อนสังคม โดยเฉพาะมนุษย์ที่ได้รับการบ่มเพาะตั้งแต่ต้นทางของชีวิต ดังนั้น การลงทุน “การศึกษาปฐมวัย” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งจากงานวิจัยหลายชิ้น รวมถึงผลการศึกษาของ James Heckman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ยืนยันว่าการลงทุนในการศึกษาช่วงต้นวัยเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ทั้งในแง่ของพัฒนาการทางปัญญา อารมณ์ สังคม และศีลธรรมของมนุษย์ เพราะช่วงปฐมวัยคือช่วงเวลาที่สมองของเด็กพัฒนาอย่างรวดเร็วที่สุด และยังเป็นช่วงที่ทัศนคติพื้นฐานต่อการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นถูกหล่อหลอมขึ้นอย่างลึกซึ้ง

การลงทุนใน “การศึกษาปฐมวัย” นอกจากจะเป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมเข้าโรงเรียนแล้ว ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด อารมณ์ และสังคมให้แก่เด็ก เพื่อให้เด็กเติบโตบนโลกที่ไร้ความแน่นอนอย่างมีความมั่นคงภายใน มหาวิทยาลัยในฐานะองค์กรวิชาการชั้นนำควรมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้สร้างองค์ความรู้ ผู้พัฒนาครู และผู้จุดประกายสังคมให้เห็นคุณค่าของการลงทุนในช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิต เมื่อพิจารณาถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในระบบการศึกษา หลายคนอาจนึกถึงสถาบันที่มุ่งผลิตบัณฑิตและสร้างองค์ความรู้ขั้นสูงเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วมหาวิทยาลัยควรมีบทบาทที่สำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนการศึกษาปฐมวัย ทั้งในฐานะแหล่งวิจัย
ชั้นนำ ผู้ผลิตครูและนักวิชาชีพทางการศึกษา ผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบาย และผู้ที่สามารถเชื่อมโยงกับชุมชนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่

ตัวอย่างที่โดดเด่นจากต่างประเทศ ได้แก่ University of Eastern Finland ได้นำแนวคิด “Sustainable Craft Education” มาใช้ในหลักสูตรของครูปฐมวัย โดยให้นักศึกษาครูออกแบบกิจกรรมสำหรับเด็กที่ผสมผสานเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กับการใช้วัสดุจากธรรมชาติและกิจกรรมงานประดิษฐ์ เพื่อฝึกให้เด็กใช้ประสาทสัมผัส ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างมีเป้าหมาย รูปแบบกิจกรรมนี้ทำให้การเรียนรู้ของเด็กเชื่อมโยงกับปัญหาโลกอย่างอ่อนโยนและสร้างความรับรู้ตั้งแต่ปฐมวัย

อีกหนึ่งโครงการที่น่าจับตามองคือโครงการ “Learning Through Play” ดำเนินการโดย Temple University ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก LEGO Foundation เพื่อวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่สนุก มีส่วนร่วม และตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็กเล็กอย่างแท้จริง โครงการนี้ร่วมมือกับโรงเรียนในระดับประถมต้น โดยพัฒนาหลักสูตรที่ใช้ของเล่น เกม และการตั้งคำถามเป็นเครื่องมือหลักในการเรียนรู้ ทั้งนี้เพื่อตอบโต้แนวโน้มการเรียนแบบเร่งวิชาการ (academic push-down) ที่ละเลยพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ของเด็ก

นอกจากนี้ยังมีกรณีของ Harvard University ซึ่งดำเนินโครงการ “Center on the Developing Child” ที่มุ่งศึกษาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพัฒนาการสมองเด็กในช่วงปฐมวัยโดยเฉพาะ ศูนย์แห่งนี้ได้ทำงานร่วมกับองค์กรระดับโลกในการพัฒนาแบบจำลองการแทรกแซงในช่วงต้นชีวิตของเด็ก เช่น การฝึกพ่อแม่ให้มีทักษะการสื่อสารและตอบสนองอย่างอ่อนไหวต่อเด็ก รวมถึงการออกแบบนโยบายสาธารณะที่สนับสนุนการลงทุนในระบบการศึกษาปฐมวัยอย่างครอบคลุม

ในระดับนโยบาย มหาวิทยาลัยย่อมมีความน่าเชื่อถือในทางวิชาการ สามารถรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ประเด็น และจัดเวทีเสวนาที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อกำหนดทิศทางของการศึกษาปฐมวัยที่มีฐานข้อมูลและงานวิจัยรองรับ ตัวอย่างเช่น การจัดปาฐกถาพิเศษศิโรจน์ผลพันธิน โดยสถาบันศิโรจน์ผลพันธินแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568
ที่ผ่านมา โดยองค์ปาฐก ศ.พิเศษ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการ UNCTAD ได้นำเสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัยว่าในฐานพเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนา “คุณลักษณะพื้นฐาน
3 ประการ” ได้แก่ การปลูกฝังนิสัยที่ดี การควบคุมอารมณ์ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นหัวใจของการอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ผลกระทบของการลงทุนในการศึกษาปฐมวัยโดยมหาวิทยาลัยเห็นได้ชัดในหลายระดับ เด็กที่ได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างเหมาะสมในช่วงต้นชีวิตมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จทางการศึกษาในระยะยาว มีความมั่นใจในตนเอง และมีพฤติกรรมที่เกื้อกูลต่อสังคม ครอบครัวที่สามารถฝากลูกไว้ในระบบที่ไว้วางใจได้ก็มีความมั่นคงในการทำงานมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระดับจุลภาค ขณะเดียวกัน ชุมชนก็เกิดการเรียนรู้ร่วมและความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ของการเลี้ยงดูเด็กที่ไม่ใช่ภาระของครอบครัวเพียงลำพัง

ความท้าทายสำคัญที่ต้องเผชิญด้านการศึกษาปฐมวัยคือ การขาดการบูรณาการระหว่างสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย การขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญในภูมิภาค และช่องว่างระหว่างองค์ความรู้เชิงวิชาการกับการนำไปใช้จริงในพื้นที่ ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงควรเน้นการตั้ง
“ศูนย์ความเป็นเลิศ” ด้านการศึกษาปฐมวัยในมหาวิทยาลัยภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับท้องถิ่น สร้างนโยบายเชิงพื้นที่ที่ตอบโจทย์ชุมชน และกระตุ้นให้เกิดเครือข่ายมหาวิทยาลัยพันธมิตรด้านเด็กปฐมวัยในระดับประเทศและนานาชาติ

เมื่อการลงทุนของมหาวิทยาลัยในการศึกษาปฐมวัยไม่ใช่เพียงการลงทุนในเด็กเท่านั้น แต่คือการลงทุนในอนาคตของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน มหาวิทยาลัยที่มองเห็นคุณค่าและศักยภาพของช่วงวัยต้น จะเป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าใจว่า การสร้าง
“ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพไม่ได้เริ่มต้นที่วัยมหาวิทยาลัย แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกของชีวิตครับ