สถาพร ศรีสัจจัง
ข้อสรุปจาก “สภากาแฟ” ไหนๆ ในยามนี้ล้วนตรงกัน คือ สิ่งที่นายกฯลุงตู่ “ต้องรีบทำ” ก็คือ ดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุด ทั้งเชิงนโยบาย การออกกฎหมาย และการลงมือปฏิบัติเป็นรูปธรรมชนิด “ทันทีทันควัน” แบบสำนวนไทยที่ว่า “ต้องตีเหล็กขณะกำลังร้อนแดง” เพื่อให้ได้รูปผลิตภัณฑ์ที่ตรงคุณภาพตามที่ต้องการ เหมือนกับเนื้อเพลง “คนตีเหล็ก” อันโด่งดังที่วงดนตรีเพื่อชีวิต “คาราวาน” ของศิลปินแห่งชาติ “สุรชัย จันทิมาธร” ว่าไว้นั่นแหละ
นั่นคือนายกฯลุงตู่ต้อง “ถวายงาน” พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศชิ้นสำคัญที่สุด ซึ่งไม่มีทางที่ “นักการเมือง” ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะสมัยไหนจะทำให้สังคมไทย (ในยุคที่ทุนเป็นใหญ่ และเริ่มผูกขาดกันชัดเจนยิ่งขึ้นอย่างสังคมไทยปัจจุบัน) นั่นคือการเร่งสถาปนาระบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระองค์ท่านใช้พระวิริยะอุตสาหะทรงคิด (และทรงปฏิบัติให้เห็น)พระราชทานให้ชาวไทยมาตั้งนานนักหนาแล้ว ให้มี “ฐานราก” ที่แข็งแรงโดยเร็ว และอย่างเป็นรูปธรรม
แข็งแรงพอ จนสามารถทำให้เชื่อได้ว่า แม้ท่าน “ไปแล้ว” ระบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นเพียงระบบเดียวที่อาจทำให้คนไทยส่วนใหญ่และประเทศชาติโดยรวม “มีทางรอด” ได้จะยังคงอยู่
สภากาแฟเจ้าเดิมเสนอความคิดเชิงแหย่ๆนายกฯ ลุงตู่ว่า อย่าทำเป็นไม่รู้เลยว่า แนวคิดนี้ ทั้งนายทุนพ่อค้า ทั้งนักการเมือง ทั้งบรรดาคนรวยทั้งหลาย ลึกๆ แล้วไม่มีใครเห็นด้วยหรอก เพราะคิดตื้นคิดสั้นเพียงว่า จะทำให้ประเทศไทยถอยหลังเข้าคลองสู้ระบบการวัดที่ “รายได้ประชาติ” หรือที่เรียก จีดีพี.อะไรนั่นไม่ได้ ทั้งๆที่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงท่านเป็นที่ยอมรับแล้วในระดับสากลด้วยซ้ำ
หรือท่านนายกฯลุงตู่ก็ “ถูกทำให้เชื่อง” เพราะแรงโปรแกรมมอมเมาของระบบ “เงินเป็นใหญ่” แบบ “ร้านสะดวกซื้อ” เหมือนกับเด็กไทยรุ่น “Gen.Y” ที่ระบบทุนนิยมบริโภคลากไปเป็น “เหยื่อ” เรียบร้อยโรงเรียนทุนไปแล้ว
วงสภากาแฟไม่เรียกร้องเปล่า พวกเขาเสนอความคิดเห็นมาด้วยว่า ให้นายกฯลุงตู่เริ่มต้นโครงการ “ทำประเทศไทยให้เป็นประเทศต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ตรงจุดไหน และอย่างไร
ทั้งเพื่อนำพาประเทศให้รอด เพื่อให้คนไทยส่วนใหญ่ได้เดินอยู่ใน “เส้นทางไท” (เลิกเป็นเหยื่อทุนนิยมผูกขาดหรือทุนนิยมบริโภคแบบไม่เคยรู้จักพอเพียง ซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับวิถีพุทธซึ่งเป็นวิถีของคนส่วนใหญ่)
และที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นการแสดงความกตัญญูต่อพระเจ้าอยู่หัวบนสรวงสวรรค์อย่างแท้จริง! พวกเขาบอกว่าเพื่อให้การเป็นไปได้โดยง่าย ให้เริ่มที่ “ระบบราชการ” เป็นจุดแรก(ออกกฎหมายให้ปฏิบัติ) ต้องทำให้ “คนราชการ” เป็นต้นแบบสนองแนวคิดของพระเจ้าอยู่หัวให้ได้เสียก่อน แล้วชาวบ้านก็จะเดินตามอย่างแน่นอน และระบบเศรษฐกิจพอเพียงก็จะ “เกิด” ขึ้นแท้จริงในเมืองไทยอย่างแน่นอน!
สภากาแฟระบุว่า ให้ระบบราชการมีข้อกำหนด “คุณสมบัติ” ของการเป็นข้าราชการ “ข้อสำคัญที่สุด” ไว้ว่า จะต้องเป็น “ผู้ปฏิบัติ” ที่เข้าใจและศรัทธาต่อ “ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” อย่างลึกซึ้ง ให้คิดระบบการประเมินตรวจสอบที่เป็นรูปธรรมขึ้นในทุกขั้นตอน จัดตั้งระบบให้การศึกษาฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง มีระบบการลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตามขั้นตอนของโทษ รวมทั้งมีระบบให้รางวัลแก่ “คนทำดี” อย่างต่อเนื่อง ฯลฯ
สำหรับผู้ที่จะเข้าสู่ระบบราชการใหม่จะต้องมีการทดสอบความรู้ความเข้าใจและความศรัทธามุ่งมั่นต่อระบบ-เศรษฐกิจพอเพียงอย่างเข้มข้น ถ้าสอบไม่ผ่านวิชานี้ไม่มีสิทธิ์เข้าสอบอย่างอื่น(เหมือนที่พวกจะเรียนบัณฑิตศึกษาของหลายมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องสอบผ่านภาษาอังกฤษก่อนจะมีสิทธิ์สอบวิชาอื่น)
ส่วนข้าราชการเก่าที่อยู่ในระบบมาแต่เดิมต้องจัดการอบรมและสอบประเมินทุกคน ถ้าไม่ผ่านการประเมินตามจำนวนครั้งหรือเวลาที่กำหนด จะต้องได้รับการประเมินให้ออกจากระบบราชการโดยมีค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
สภากาแฟระบุว่า เรื่องนี้ต้องจัดลำดับความเข้มข้นมาตั้งแต่ข้าราชการชั้นสูงก่อน ต้องทำให้เห็นว่าระดับผู้บังคับบัญชาทุกระดับ หรือข้าราชการที่ระดับยิ่งสูง ต้องสามารถแสดงตัวเป็นต้นแบบเรื่องความรู้จักพอเพียงได้อย่างแท้จริง
ไม่ใช่เรียกร้องให้เหล่าชั้นผู้น้อยปฏิบัติแต่ชั้นผู้ใหญ่กลับละเลยหรือเป็นพวก “ปากว่าตาขยิบ” อย่างที่เห็นกันเกลื่อนในปัจจุบัน!รายละเอียดแนวปฏิบัติที่สภากาแฟเสนอยังมีอีกมาก แต่พวกเขาบอกว่า ถ้านายกฯลุงตู่จะทำเรื่องนี้จริงจัง รับรองมีคนช่วยคิดเยอะ และมี “เทคโนแคร็ต” เป็นหลายโหลทีเดียวที่ท่านจะใช้ได้!
และชาวสภากาแฟเอาหัวเป็นประกันว่า ถ้านายกฯลุงตู่ทำเรื่องนี้สนองเบื้องบาทรัชกาลที่ 9 แม้จะไม่ได้เป็นรัฐบุรุษ แต่ชื่อท่านจะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างแน่นอน!!!!