สถาพร ศรีสัจจัง สิ่งที่นายกฯลุงตู่ต้องทำ และต้องคิดอย่างเร่งด่วนที่สุดในวันนี้ เพื่อสนองคุณองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะต่อยอดพระราชประสงค์เรื่อง “ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” ให้สามารถสถาปนาขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจกระแสหลักของสังคมไทยแทนระบบเศรษฐกิจแบบ “ทุนนิยมบริโภค(ผูกขาด)” ที่นำคนไทยส่วนใหญ่ไปสู่ความเป็นทาสและเป็นทุกข์อยู่อย่างในปัจจุบัน ระบบทุนนิยมบริโภคที่สร้างอภิสิทธิ์ชนคนรวยเพียงหยิบมือเดียวให้สามารถยึดครองทรัพย์สินและใช้วัตถุดิบสำคัญๆของชาติได้ตามอำเภอใจ ทั้งโดยความชอบธรรมตามกฎหมายและโดยอำนาจที่เกิดจาก “แรงเงิน”ที่มาจาก “ทุน” ถ้านายกฯลุงตู่และบรรดาลูกน้องในคณะคสช.จะ “ปฏิบัติ” ให้เห็น “เป็นรูปธรรม” ว่าตั้งใจจริงกับเรื่องนี้ นอกจากน่าจะทำให้พระเจ้าอยู่หัวในสรวงสวรรค์ทรงสบายพระทัยแล้ว พสกนิกรและประเทศไทยของพระองค์ท่านก็น่าจะยกย่องและปรบมือให้ดังๆ ค่าที่จะได้มีโอกาสหลุดออกจากเส้นทางสายนรกที่กำลังก้าวเดินย่ำอยู่นี้เสียที ที่ต้องเน้นกันหนักๆย้ำกันเช่นนี้ ก็เพราะกลัวนายกลุงตู่ฯผู้เป็น “ความหวังที่ปลายอุโมงค์” ของราษฎรไทยส่วนใหญ่ในยามนี้ ในท้ายที่สุดแล้ว จะเป็นเหมือนกับบรรดากลุ่มคนผู้บริหารประเทศที่มาจากสิ่งที่เรียกว่า'นักการเมือง'ส่วนใหญ่ในอดีต ที่มัก'ล้วนดีแต่ปาก' ในเรื่องนี้ คือปากก็ยกย่องเทิดทูนพระราดำริของพระองค์ท่าน แต่ในทางนโยบายหรือในทางปฏิบัติกลับไม่เคยลงมือทำอะไรเลย พอไล่เบี้ยเข้าก็อ้างโน่นอ้างนี่สารพัด เพื่อปัดสวะให้พ้นตัวเอง ทำ “นรกเป็นคนอื่น” อะไรประมาณนั้น  จนหลายครั้งพระองค์ท่านที่สูงส่งอยู่เหนือเรื่องการเมืองถึงกับทรงทนไม่ได้ ต้องออกมาสอนสั่งว่ากล่าวแต่งความเปรียบให้เห็น เหมือนต้องการจะตักเตือนให้รู้ตัว แต่ก็เห็นล้วนแต่หน้าด้านทำเป็นหูทวนลมกันแทบทั้งสิ้น ทั้งฝ่ายเทพและฝ่ายมารนั่นแหละ! แล้วจะทนได้อย่างไร ถ้าลงท้ายนายกลุงตู่ของเราก็ต้องเข้าอีหรอบนั้น ! อต้องอ้อแอ้พูดในทำนอง"ก็ผมพยามยามเต็มที่แล้ว แต่ไม่เห็นมีใครเอาเลยนี่" หรือ " ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายไหนเลย มีแต่พวกยุแยงตะแคงรั่ว' ถ้าลงท้ายยังต้องพูดแบบนี้ก็ไม่ทราบว่าท่านจะลงทุนลงแรงทำรัฐประหารให้คนเขาติฉินไปทำไมเน้าะ! อันนี้ต้องดูท่าน “บิ้กบัง” นักรัฐประหารรุ่นพี่ไว้เป็นตัวอย่างให้ดีเน้อ... “ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ที่หลายประเทศอย่างเช่น ประเทศภูฏาน เป็นต้น นำไปปฏิบัติอย่างเอาการเอางานจนปรากฏเป็นข่าวเขิงประจักษ์ในเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติให้คนทั้งโลกได้เห็น ทั้งองค์กรระดับโลกอย่างองค์การสหประชาติก็ประกาศยกย่องสรรเสริญให้ได้ยินอยู่โต้งๆ แล้วทำไมสิ่งนี้จึงไม่เคยปรากฏเป็นจริงเสียทีในนามของสิ่งที่เรียกว่า “รัฐบาลไทย” เห็นจะมีก็แต่บรรดา “ผู้นำทางปัญญาธรรมชาติ” ปราชญ์ชาวบ้านเพียงไม่กี่คน ที่รับสนองพระราชดำริไป “ปฏิบัติจริงจนเห็นผล” จนทำให้มีชาวบ้านด้วยกันทำตามมากรายขึ้น แล้วก็เห็นมีแต่โครงการส่วนพระองค์ของพระองค์ท่านเท่านั้นแหละที่ยังคงยืนหยัดฝ่าฟันต่อสู้มาจนบรรลุผล สร้างรูปสร้างแบบให้เห็นถึงพระเจตนารมณ์ที่แท้จริง ว่าพระองค์ท่านต้องการจะช่วยประชาชนและต้องการพัฒนาประเทศจากพื้นฐานของอะไร และอย่างไร กระทั่งเมื่อพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วนี่แหละ จึงเห็นเริ่มเซ็งแซ่ประสานเสียงคำว่า'เศรษฐกิจพอเพียง'จนก้องหูชาวบ้านชาวเมืองขึ้นอีกครั้ง ทั้งโดยรัฐและโดย “สื่อมวลชนไทย” (ยุค “ดิจิตัล” ที่ฟังว่ากำลังหนีตายกันอยู่อย่างอลหม่าน) หรือจะเป็นแค่เพียงการ “ทำมาหากิน” แบบ “โหนกระแส” ของทั้งสองกลุ่ม? วงสภากาแฟเก่าแก่หลายวง ที่หลายฝ่ายเชื่อกันว่าสมาชิกอาวุโสของวงล้วนแต่เป็น “เอตะทัคคะ” ทางการเมือง กำลังทั้งโต้เถียงหาข้อสรุป ทั้งหลายคนยังตั้งตัวเป็น “ผู้พยากรณ์” เสียงดังๆ ในทำนอง “ว่าเฉพาะเรื่องการต่อสู้ผลักดันให้” ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง'ของในหลวงในพระบรมโกศได้รับการสถาปนาขึ้นในเมืองไทยเพื่อเป็นต้นแบบให้ชาวโลกได้ดูอย่างแท้จริงนั้น รัฐบาลนายกฯลุงตู่จะทำ หรือทำได้หรือเปล่า?' บางเสียงในโต๊ะถึงขนาดย้ำถามดังๆตามมาว่า"เรื่องนี้ ใครว่าชัวร์หรือมั่วนิ่ม-ตอบมา!? ที่ดียิ่งกว่านั้นก็คือการนำเสนอข้อคิดเห็นว่า ถ้านายกฯลุงตู่จะทำเรื่องนี้ ท่านควรเริ่มอย่างไร?และต้องเริ่มที่ตรงไหน? อันนี้แหละที่คงต้องถือวิสาสะหยิบยกเอามาสาธยายกันยาวๆ เผื่อว่า'เสียงนกเสียงกา'จากโต๊ะสภากาแฟของชาวบ้านจะมีประโยชน์กับนายกฯลุงตู่ที่ฟังว่าเป็นคนมีเจตนาน่ารักคนนั้นบ้าง!!!