แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ข่าวการพกพาอวุธเข้าไปภายในโรงเรียน ทั้งจากคนแปลกหน้า บุคคลากรด้านการศึกษาและแม้แต่ตัวนักเรียนเอง ก็มักจะก่อให้เกิอโศกนาฏกรรม ที่ทุกครั้งของการถอดบทเรียน ก็มักจะกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง

เมื่อดวงใจของพ่อแม่ ต้องออกจากอ้อมอกไปสู่รั้วโรงเรียน ความปลอดภัยสำหรับพวกเขาภายในรั้วโรงเรียนย่อมได้รับการคาดหวัง แม้จะสภาพสังคมในปัจจุบันจะมีความซับซ้อนและหลากหลายของปัญหาสั่งสม ที่ก่อให้เกิดการทำร้านและการใช้ความรุนแรงต่อกัน แต่เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต้องมาขบคิดกันถึงการยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน ให้เข้มงวดขึ้น เพราะทุกการสูญเสียไม่เคยมีครั้งไหนที่ควรค่าพอกับการชดเชย

กลางปี 2565 มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับ พฤติกรรมความรุนแรงในโรงเรียนและชุมชน โดย รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า จาการสำรวจพฤติกรรมความรุนแรงในโรงเรียนและชุมชนในเด็กอายุ 6-14 ปี พบว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 0.8 ของเด็กอายุ 6-9 ปีและร้อยละ 3.7 ของเด็กอายุ 10-14 ปีเคยพกพาอาวุธ เช่น ปืน มีด คัตเตอร์ไปโรงเรียน เด็กชายเคยพกพาอาวุธมากกว่าเด็กหญิงสองเท่า เด็กนอกเขตเทศบาลพกพาอาวุธมากกว่าเด็กในเขตเทศบาลเล็กน้อย (ร้อยละ 2.6 เทียบกับร้อยละ 2.2)

เปรียบเทียบตามภาค เด็กภาคเหนือพกพาอาวุธสูงสุดร้อยละ 3.0 รองลงมาคือเด็กภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กทมฯ และภาคใต้ตามลำดับ และพบว่าในระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมาร้อยละ 20.1 ของเด็กอายุ 6-9 ปีและร้อยละ 24.5 ของเด็กอายุ 10-14 ปีเคยมีเรื่องชกต่อยหรือต่อสู้ในโรงเรียน ร้อยละ 3.3 และร้อยละ 2.8 เคยโดนทำร้ายหรือทำให้บาดเจ็บด้วยอาวุธในโรงเรียน

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 3.6 ของเด็กอายุ 6-9 ปีและร้อยละ 6.2 ของเด็กอายุ 10-14 ปี ไม่ไปโรงเรียนเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัยในโรงเรียนหรือระหว่างทางที่เดินทางไปโรงเรียน เด็กในเขตเทศบาลรู้สึก ไม่ปลอดภัยมากกว่าเด็กนอกเขตเทศบาลเล็กน้อย (ร้อยละ 5.4 เทียบกับร้อยละ 4.9) (ที่มา:https://www.thaipbs.or.th/news/content/93510)

ทั้งนี้ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัย ที่สะท้อนช้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมโรงเรียน วันนี้ไม่เพียงตระหนัก แต่ต้องเร่งบูรณาการป้องกัน และแก้ไขปัญหาร่วมกันของทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าปล่อยให้เด็กคนไหนต้องตกเป็นเหยื่ออีกเลย