นับถอยหลัง เข้าสู่ห้วง โค้งสุดท้าย ของการหาเสียง ก่อนถึงวันเลือกตั้ง เข้าคูหาวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค.2566  คือห้วงเวลาที่ต้องลุ้นว่า พรรคไหน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคใด จะเข้าวินฝ่าสนามเลือกตั้ง ไปถึงสภาผู้แทนราษฎร และมีโอกาสเดินทางไปถึง ทำเนียบรัฐบาล กันบ้าง !

 หากติดตามคะแนนความนิยม จากโพลสำนักต่างๆ ที่ทยอยเปิดเผยต่อสาธารณะ ก่อน 7 วันสุดท้ายตามกรอบที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไม่ให้เผยแพร่ จะพบว่า คะแนนของ พรรคก้าวไกล และ แคนดิเดตนายกฯที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค มีความโดดเด่น ไล่จี้หลัง พรรคเพื่อไทย มาติดๆ 

 จนทำให้ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร  หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และในฐานะแคนเดิเดตนายกฯ ของพรรค ไม่อาจอยู่เฉย ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่เปิดห้องพักที่โรงพยาบาล เพื่อแถลงข่าว แม้จะเพิ่งคลอดชายผ่านไปเพียง 2 วันเท่านั้น 


 ยิ่งโพลหลายสำนักชี้ออกมาในทิศทางไม่ต่างกัน ว่าเวลานี้พรรคเพื่อไทย แม้จะมีแต้มนำอยู่ ทั้งกระแสพรรคและตัวอุ๊งอิ๊ง ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ แต่พบว่าคะแนนพรรคก้าวไกลตามหลังมาไม่ทิ้งห่างกันมากนัก ซึ่งหากยังปล่อยให้พรรคก้าวไกล ยึดบทบาทผ่านทั้งเวทีดีเบต ไปจนถึง กระแสจากโพลเช่นนี้ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของ บรรดาโหวตเตอร์ ทั้งที่เลือกแล้วให้มีอันต้องเปลี่ยนใจ หรือ  กลุ่มพลังเงียบ ที่ยังไม่ตัดสินใจก็พร้อมสวิงโหวต เทคะแนนให้กับพรรคก้าวไกล ได้เช่นกัน


 การออกมาประกาศ สู้ต่อ ของอุ๊งอิ๊ง   รวมถึงการประกาศชัดเจนว่า ไม่เอาลุง  ครั้งนี้ ย่อมหวังผลให้ แฟนคลับ  ของพรรคเพื่อไทยและ พี่น้องคนเสื้อแดง เลือกพรรคและผู้สมัครของเพื่อไทยให้ถล่มทลาย เพราะการเดินตามยุทธศาสตร์ การให้พรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ 

 แน่นอนว่าการเดินหน้าเลือกตั้งตามยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย คือการชนะแบบแลนด์สไลด์  ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว โดยไม่มี พรรคก้าวไกล เข้ามาร่วมด้วย  เว้นแต่ทางเลือกจะเหลือน้อยลง  พรรคก้าวไกลจึงจะเป็นตัวเลือกของพรรคเพื่อไทย 


 อย่างไรก็ดี  ยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยในห้วงโค้งสุดท้ายนี้ อาจไม่ได้สู้กับพรรคการเมืองของ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะศัตรูถาวร เท่านั้นแต่การช่วงชิงส.ส.เขตกับการรักษา พื้นที่หลัก เขตเลือกตั้งหลักๆ คือปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้เป้าหมายของพรรคเพื่อไทยเข้าใกล้ความจริง !