ยิ่งนับวันดูเหมือนว่า กระแส ของพรรคการเมืองในปีกที่เรียกตัวเองว่า ประชาธิปไตย อย่าง ก้าวไกล ดีวันดีคืน โพลแทบทุกสำนักต่างสะท้อนความเห็นของพี่น้องประชาชน ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า นี่คือพรรคการเมืองที่มีโอกาส เข้าวิน ส่ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เข้าไปลุ้นเก้าอี้ นายกฯคนที่ 30 

 และยิ่งนานวัน พิธาและพรรคก้าวไกล ต่าง ขี่กระแส วิ่งตามไล่หลัง อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย มาติดๆ เพราะแม้พรรคเพื่อไทย จะส่ง เศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ประกบกับแพทองธาร ก็ตาม แต่ยังพบว่า คะแนนความนิยมของเศรษฐาผ่านโพล ก็ยัง เป็นรอง จากพิธา 

 สถานการณ์ทางการเมืองวันนี้ กลับกลายเป็นว่า พรรคในขั้วประชาธิปไตย กำลังเปิดหน้าแข่งขันกันเอง และไม่เพียงแต่จะเปิดหน้าชนระหว่าง หัวแถว ของทั้งสองพรรคเท่านั้น ยังพบว่าในหลายเขตเลือกตั้ง พรรคก้าวไกล ยังส่ง คนรุ่นใหม่ หน้าใหม่ไม่เคยผ่านสนาม ลงไปชนกับ เจ้าถิ่น เจ้าของพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย  จนทำให้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย หลายคน หลายเขตอยู่ในภาวะที่นั่งไม่ติด 

 ยิ่งเมื่อกระแสของพรรคและตัวพิธา ดีวันดีคืน พร้อมทั้งได้ แรงส่ง จากผลโพลหลายสำนัก ยิ่งกลายเป็น แรงหนุน ให้กับผู้สมัครของพรรคล้วนเป็นหน้าใหม่ไปโดยปริยาย 
 
อย่างไรก็ดี ความเป็นจริงข้อนี้ พรรคเพื่อไทยได้เคยประเมินและคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และท้ายที่สุด หากพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ยังช่วงชิงกระแสกันเองเช่นนี้ อาจจะตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า แพ้ทั้งคู่ !
 กระแสพรรค 2ลุง ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ในห้วงเข้าโค้งสุดท้าย เองจับตาสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด และประเมินได้ว่า จะขยาย จุดอ่อนของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลในเรื่องใด และเมื่อใด โดยเฉพาะการบีบให้ พรรคก้าวไกล ประกาศจุดยืนเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ออกมาให้ชัด เพราะหากหวังจะใช้ประเด็นนี้ ดึง คะแนนโหวต จากคนที่สนับสนุน แต่ขณะเดียวกัน ย่อมกลายเป็น เงื่อนไข ทีกัน พรรคเพื่อไทย ให้ออกห่างออกไปทุกขณะ 
 
ในท่ามกลางการต่อสู้ของสองพรรคฝ่ายค้านเดิม ที่ต่างกำลังขี่กระแสด้วยผลสะท้อนจากโพลหลายสำนัก แต่อย่าลืมว่า ในทางการเมืองแล้ว เกมนี้ยังมีอีกหลายช็อต โดยเฉพาะเกม ตั้งรัฐบาล ที่ยากกว่าในยกแรกนัก !