การเลือกตั้งครั้งนี้ 14 พ.ค.2566 จะถือเป็น เกมสุดท้าย สำหรับใครหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับ พรรคประชาธิปัตย์ แล้วประกาศชัดเจน ชูความแตกต่างว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีความเป็น สถาบัน ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ไม่เช่นนั้นคงไม่อยู่ยาวนานมาถึงปีที่ 76 !

 การต่อสู้ในสนามเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ รอบนี้ดูจะมีความแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการสู้กันระหว่าง คนกันเอง ระหว่าง คนประชาธิปัตย์ ด้วยกันเองที่บัดนี้ได้แยกย้ายกระจายกันไปอยู่ในพรรคการเมืองต่างๆ 


 หมายความว่า ศึกเลือกตั้งคราวนี้มีหลายพื้นที่ บีบให้ ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องสู้กับ ผู้ที่กลายเป็นอดีตประชาธิปัตย์ต้องห้ำหั่นกันเอง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัดมีเก้าอี้ 60 ส.ส.ที่ต้องช่วงชิงกัน 


 ในพื้นที่ภาคใต้ คือเป้าหมายสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่จะต้อง แก้มือ เอาเก้าอี้ส.ส.กลับคืนมา โดยตามเป้าที่วางเอาไว้ต้องได้ไม่น้อยกว่า 40 ที่นั่ง แต่สถานการณ์ดูจะไม่ง่ายดายเช่นนั้น เมื่อภาคใต้กลายเป็นพื้นที่ ที่ไม่มีใครเป็น เจ้าของ เหมือนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา 
 
 และเมื่อการเลือกตั้งในปี 2562 พบว่ากระแส บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ มาแรง ส่งผลให้พรรคพลังประชารัฐที่แม้จะเป็นพรรคหน้าใหม่ ในสนาม ก็สามารถแจ้งเกิดได้ เมื่อมาครั้งนี้ กระแสของบิ๊กตู่ ที่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังไม่มีแผ่ว ประกอบกับการทำพื้นที่ของ พรรคภูมิใจไทย มาก่อนนี้ยิ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ต้องรับศึกหลายทาง 

 ขณะเดียวกันยังพบว่า ความหวังของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะกลับมาทวงเก้าอี้ส.ส.คืนในสนามกทม. รอบนี้ก็ยังเจออุปสรรค จากกระแส บิ๊กตู่ บวกเข้ากับกระแส พรรคก้าวไกล ที่ไม่ได้ช่วงชิงคะแนนคนรุ่นใหม่จากพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่ยังยืนระยะในโลกโซเชียล ล้วนแล้วแต่เป็น ขวากหนาม สำหรับพรรคประชาธิปัตย์อีกเช่นกัน 

 ทว่าในห้วงเข้าโค้งสุดท้าย ใกล้ถึงวันหย่อนบัตร กลับน่าสนใจว่าการปราศรัยบนเวทีของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เพียงแต่จะประกาศจุดยืนไม่เอาด้วยกับพรรคก้าวไกล เรื่องแก้ม.112 เท่านั้น แต่สุ้มเสียงยังกระแทกไปถึง บิ๊กตู่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างที่เห็น !