แม้จะเป็น "พรรคใหญ่" ต่างอยู่ในสถานะพรรคแกนนำขั้วการเมืองคนละฝั่ง แต่นาทีนี้ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ของ "พรรคเพื่อไทย" และ "พรรคพลังประชารัฐ" กลับเผชิญกับความยากลำบาก ไม่แตกต่างกัน!
ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ ต่างมีเดิมพันที่สูงลิบลิ่วไม่ต่างกัน นั่นคือ "แพ้ไม่ได้"
เพราะหากพรรคเพื่อไทย พ่ายแพ้ ไม่สามารถทำที่นั่งส.ส.ได้ตามเป้าหมาย "250 เสียง" การชนะแบบแลนด์สไลด์ไม่เกิดขึ้นได้จริง หมายความว่าพรรคเพื่อไทยจะต้อง "ตีตั๋ว" เป็น "ฝ่ายค้าน" ต่อไปอีกยาวนาน รวมถึง "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะเจ้าของพรรคตัวจริง จะต้องใช้ชีวิตในต่างแดนอีกยาวนาน และที่สำคัญไปกว่านั้น คือการที่อดีตนายกฯทักษิณ "หมดตัวเล่น" คนในครอบครัว "ชินวัตร" ที่เขาไว้ใจได้ให้ลงมาสนามการเมืองอาจหยุดอยู่ที่ "อุ๊งอิ๊ง" แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย คนสุดท้าย
แม้จะมีการโยนหินส่งชื่อ "เศรษฐา ทวีสิน" ซีอีโอแสนสิริ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คนดัง ลงมาเป็น "ว่าที่แคนดิเดตนายกฯ" ตีคู่มากับชื่อของแพทองธาร ก็ตาม แต่ถึงกระนั้นย่อมไม่ได้หมายความว่า วันนี้พรรคเพื่อไทย จะมั่นใจได้ว่าโอกาสแลนด์สไลด์จะเกิดขึ้นได้จริง เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งวันนี้กำลังเจอกับ โจทย์ยากเมื่อ "ส.ส.พลังประชารัฐ" ในปีกที่ออกตัวหนุน "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ส่งสัญญาณล่าสุดว่า เมื่อหมดยุค "ลุงตู่" ก็ต่อด้วย "ลุงป้อม" ทำเอา "กองเชียร์" ฟากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ฟังแล้วอาจจะ "ขัดใจ"
แต่ที่แน่ๆ นี่คือการสะท้อนภาพว่า ความเป็นเอกภาพในพรรคพลังประชารัฐ ที่เชื่อมโยงกับ "3ป." กำลังสั่นคลอน ไม่น้อย! อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้สูงว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้วิธีนิ่งสยบทุกความเคลื่อนไหว เพื่อต้องการ "งดดรามาการเมือง" ในทุกๆเรื่อง จนกว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่เจ้าภาพจัดการประชุมเอเปกเสร็จสิ้นลงในเดือนพ.ย.นี้ เมื่อถึงเวลานั้น การเมืองที่เคยตลบอบอวล ฝุ่นตลบ ก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอาจได้เห็น ตัวจริง คนที่ก้าวขึ้นมาชิง "แคนดิเดตนายกฯ" ในสนามเลือกตั้ง รอบหน้า !