ในความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง ของความเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่กดดัน รุมเร้า บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในยามนี้ โดยใช้ภาวะที่เปราะบางที่สุดว่าด้วยเงื่อนปม นายกฯ 8ปี คือการมองข้ามช็อต หวัง สกัด ไม่ให้ พล.อ.อ.ประยุทธ์ ได้กลับมาในสนามการเมือง ครั้งหน้าได้อีก !
ในอีกทางหนึ่ง ห้วงจังหวะนี้ ยังถือเป็นโอกาสทอง สำหรับ ฝ่ายตรงข้าม และคู่แค้นกับ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะเปิดเกม กดดัน ล่วงหน้า ไปยัง ตุลาการรัฐธรรมนูญ อย่างดีที่สุด
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 ส.ค.65 ที่ผ่านมา ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งหนังสือคำร้องจากกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคฝ่ายค้านเข้าชื่อ เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 170 วรรคสาม ไปเรียบร้อยแล้ว
จากนี้ต้องไปจับตากันต่อว่า การประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันพุธที่ 24 ส.ค.นี้ จะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมพิจารณารับหรือไม่รับไว้วินิจฉัยหรือไม่ และตามคำร้องที่ส่งมาให้ศาล หากศาลเห็นว่าปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ากรณีตามที่ถูกร้องศาลจะต้องมีคำสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยุติการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือไม่
แต่ดูเหมือนว่า ฝ่ายที่เขย่าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่อาจรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา จนทำให้เวลานี้ จึงเกิด ความขัดแย้ง มีการแสดงความเห็น และวิพากษ์วิจารณ์ ความน่าจะเป็น กรณีวาระ นายกฯ 8ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ กันอย่างกว้างขวาง
การชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองภาคประชาชน กลับมาคึกคักอีกครั้งทั้งจากม็อบราษฎร เช่นเดียวกับกลุ่มของจตุพร พรหมพันธุ์ และ นิติธร ล้ำเหลือ แกนนำม็อบ นัด 23 ส.ค.นี้ บุกทำเนียบรัฐบาลไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จนทำให้ล่าสุด พ.ต.อ.ก สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง ในฐานะหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง ลงนามในคำสั่ง สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งที่ 130/2565 เรื่อง ห้ามรถทุกชนิดเดิน ห้ามหยุดหรือห้ามจอดรถทุกชนิด เป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยและเพื่อความสะดวกในการจราจร ระหว่างวันที่ 21-24 ส.ค. 65 เนื่องจากมีการนัดรวมกลุ่มของประชาชนจำนวนหลายกลุ่ม
ทั้งนี้น่าสนใจว่า ม็อบราษฎรกับม็อบที่นำโดยจตุพร และนิติธร กลับไม่ได้ประสานมือหรือรวมพลังกันไล่บิ๊กตู่ เพราะนอกจากจะไม่ใช่ เนื้อเดียวกัน แล้ว ต่างฝ่ายต่าง มี จุดหมาย ที่แตกต่างกัน แม้จะต้องการเคลื่อนไหวกดดันพล.อ.ประยุทธ์ ก็ตามที
อย่างไรก็ดี ในความอึกทึก จากการเคลื่อนไหวรอบด้าน เพื่อกดดันพล.อ.ประยุทธ์ นั้นแท้จริงแล้ว ยังเป็นการ สร้างแรงเสียดทาน กระทบไปถึง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ การให้สัมภาษณ์ของ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์สื่อเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า กระแสกดดันครั้งนี้ ไม่รู้ว่ากดดันใคร
ผมไม่ทราบต้องถามผู้เกี่ยวข้อง แต่เรารู้อยู่ว่ามีการกดดัน ซึ่งไม่รู้ว่ากดดันใคร กดดันนายกฯ หรือกดดันศาลก็ไม่รู้ ดังนั้นจึงเท่ากับว่า ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และศาลรัฐธรรมนูญ ต่างตกอยู่ในภาวะกดดันไม่ต่างกัน !