ปฏิบัติการไล่บี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกิดขึ้นตามห้วงจังหวะเวลาที่ “ฝ่ายตรงข้าม” ประเมินแล้วว่า “มีโอกาสสูง” ที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องพ้นจากเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” เปิดฉากขึ้น เหมือนนัดหมายกันมาทีเดียว
ทั้งการเคลื่อนไหว ของ “พรรคฝ่ายค้าน” ใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎร กดดัน คู่ขนานไปกับ “ม็อบราษฎร” ที่กำลังกลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง ในนามกลุ่มราษฎรและประชาชน 4 ภาค นำโดย “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ทำกิจกรรเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ในชื่อ ‘ให้มันจบที่ 8 ปี พอกันทีนายกฯเถื่อน’ จับมือกับ เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน กลุ่มทะลุฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรเดิมกับม็อบราษฎร อ่านแถลงการณ์ พร้อมทั้งขอให้ ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลมีคำวินิจฉัยประเด็นการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 8 ปี ของนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 24 ส.ค.นี้
แต่ทั้งนี้การออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนของม็อบราษฎร และแนวร่วม แม้จะเกิดขึ้นในห้วงจังหวะนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเป็น ปัญหาใหญ่สำหรับ ฝ่ายรัฐบาล และโดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ เสียทีเดียว !
ไม่ใช่เพียงเพราะที่ผ่านมา การชุมนุมเคลื่อนไหว จนนำไปสู่ความรุนแรง หลายครั้งที่ผ่านมา ไม่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใด อย่างหนึ่งทางการเมืองเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม กลับกลายเป็นเหมือน “กับดัก” ที่ทำให้ แกนนำม็อบราษฎร จำนวนไม่น้อย ถูกดำเนินคดีแทน
ทว่า การเคลื่อนไหวในรอบนี้ กลับน่าสนใจว่า อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจาก “ฝ่ายการเมือง” ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล เนื่องจากลึกๆแล้ว หลายคนกำลังหวั่นไหวว่า หากเปิดหน้าชน เดินเกมแรง จัดการชุมนุมขึ้นตามที่ต่างๆ อาจกลายเป็น “กับดัก” ทำให้เกิด สิ่งที่ไม่คาดฝันในทางการเมืองขึ้นได้ทุกเมื่อ
เพราะโอกาสที่ “มือที่สาม” จะทำงาน จะสร้างสถานการณ์ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นตามมา และหากเป็นเช่นนั้น จะยิ่งกลายเป็นว่า จากความรุนแรงบนท้องถนน จึงกลายเป็น “เงื่อนไข” ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ ทับซ้อนตามมา
พรรคฝ่ายค้านเอง ลึกๆแล้ว นอกเหนือไปจากการตรวจสอบข่าวสาร ทั้งในทางลับและเปิดเผย ทางหนึ่งคือการเตรียมตัวหาก บิ๊กตู่ ประกาศยุบสภาฯ หรือลาออก และอีกทางหนึ่งต้องไม่ลืมว่า ข่าวลือเรื่องการรัฐประหาร เพื่อรักษาความสงบ ยังอบอวล อยู่เช่นกัน !