เสียงเรียกร้องและแรงกดดัน พุ่งตรงไปยัง  บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่ยังไม่ล่วงเข้าเดือนสิงหาคม และดูเหมือนว่า ยิ่งใกล้วันที่ 23 สิงหาคม มากเท่าใด แรงกดดัน ยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ 

 โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน ตลอดจนนักวิชาการ ที่วิเคราะห์และตั้งธงเอาไว้ว่าวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จะครบ 8 ปีในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนดเอาไว้ในมาตรา 158 วรรค 4 เมื่อนับจาก ครั้งแรก เมื่อ 24 ส.ค. 2557 ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกฯ 

 แต่ในท่ามกลางข้อถกเถียง และความคลุมเครือ หาข้อยุติไม่ได้ จากปมนายกฯ8ปี นั้นจะนับกันเมื่อใด และสิ้นสุดลงเมื่อใด จะต้องรอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด กลับเกิดกระแสเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณา  และ ตัดสินใจ ยุติบทบาทผู้นำรัฐบาล  โดยไม่ต้องรอให้มีการตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ ดังขึ้นเป็นระลอก 

 จากความไม่ชัดเจนเช่นนี้ ย่อมจะกลายเป็นทั้ง จุดอ่อน และ จุดแข็ง สำหรับตัวพล.อ.ประยุทธ์ เองในคราวเดียวกัน อย่าลืมว่าหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ถึง คราวตกอยู่ในสถานการณ์ คับขัน เมื่อใด เจียนอยู่ เจียนไป ถูกเขย่าทั้งจากคนกันเอง และ ฝ่ายค้าน ผสมกับ ม็อบ ที่เตรียมนัดชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่ เป็นทัพภาคสนาม แต่สุดท้ายพล.อ.ประยุทธ์ ก็สามารถ ฝ่าด่าน เอาตัวรอดมาได้ 

 ล่าสุดมีสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ว่าเขาเองไม่ได้หวั่นไหว หรือวิตกกับแรงกดดันในเบื้องหน้า โดยการนั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ปี พ.ศ. 2565 ครั้งที่ 2/2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา 

  นายกฯอยากขอความร่วมมือไปยังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และส่วนต่างๆขอให้สนับสนุนการดำเนินการในการประชุมเอเปค เพราะเป็นการประชุมเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยทั้งหมดมีสมาชิก 21 ประเทศ ฉะนั้นอย่าทำให้ประเทศชาติเสียหาย ก็มีเท่านั้น 

 วันนี้ท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ ที่มีต่อแรงกดดันทางการเมือง ล้วนถูกจับจ้องในทุกจังหวะ โดยเฉพาะเมื่อใดที่ ความชัดเจน จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ปรากฏออกมาเป็นคำตอบ  ไม่ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะใช้วิธี  เงียบสยบเคลื่อนไหว หรือการตอบโต้ แต่ที่แน่ๆ อย่าลืมว่า ท่าทีของผู้นำรัฐบาลไทย ย่อมถูกจับตาในเวทีนานาประเทศ เมื่อการประชุมเอเปค ใกล้เข้ามา