ตราบใดที่ยังไม่มีการเป่านกหวีด ให้ทุกพรรคการเมือง ลงแข่งขันในสนามเลือกตั้ง ย่อมหมายความว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  เสาหลักตัวจริง เสียงจริงของ พรรคเพื่อไทย ยังมีความหวัง มีโอกาสที่จะเข้าใกล้ ชัยชนะ เช่นกัน !


 แม้อำนาจการตัดสินใจ ยุบสภาฯ จะอยู่ในมือ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ย่อมไม่ได้หมายความว่า ตัวพล.อ.ประยุทธ์ เองจะไม่มี เงื่อนไข ที่ต้องขบคิด ตีโจทย์ให้แตกว่า ยุบสภาฯ แล้วให้มีการเลือกตั้งเมื่อใด จึงจะได้กลับมาเป็น นายกฯสมัยที่ 3 

 อย่าลืมว่า วันนี้ คะแนนนิยม ของรัฐบาล พรรคพลังประชารัฐ และตัวพล.อ.ประยุทธ์ เองไม่อยู่ในองศาที่ได้เปรียบนัก ยิ่งเมื่อผลการเลือกตั้ง สนามกทม. ครั้งล่าสุด เกิดปรากฎการณ์ ชัชชาติแลนด์สไลด์ เกิดภาพเปรียบเทียบ ระหว่าง ผู้ว่าฯกทม. อย่างชัชชาติ กับนายกฯประยุทธ์ ทันที 

 ดังนั้นหากจะบอกว่า เมื่อฝ่ายรัฐบาลถือสูตร หาร 500 ในมือแล้วจะมั่นใจได้ชนิด 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ประเมินทิศทางการเมืองให้รอบด้าน อาจกลายเป็นว่า ที่คาดว่าจะชนะ ก็จะกลายเป็นพ่ายแพ้ขึ้นมา 

 แต่สำหรับพรรคเพื่อไทย แล้วต้องยอมรับว่า นาทีนี้ กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะทันทีที่ สมาชิกในรัฐสภา โหวตยกมือเทคะแนนเสียงข้างมาก หนุนสูตร หาร 500 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาย่อมทำให้เกิดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะความหวั่นไหวของสมาชิกในพรรค ว่าจากนี้ไป นายใหญ่ ของพวกเขาจะพลิกเกมสู้กลับอย่างไร ? 

 แนวทางที่อดีตนายกฯทักษิณ ส่งสัญญาณผ่านการสนทนาในคลับเฮ้าส์ ครั้งล่าสุดว่าจะหันไปจับมือกับ พรรคก้าวไกล เพื่อช่วยกันทำแต้มส.ส. โดยพรรคเพื่อไทย หันไปทำส.ส.เขต ส่วนพรรคก้าวไกล เน้นไปที่การทำส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยคาดว่าทั้งสองพรรคน่าจะได้ส.ส.ถึง 300 คน 

 ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ทั้งอดีตนายกฯทักษิณ และคนในพรรคเพื่อไทย ต่างรู้ว่าการพึ่งพา พรรคก้าวไกลนั้นอาจเป็นเรื่อง ยากเย็น  เพราะกระแสของพรรคก้าวไกล ในวันนี้ย่อม ห่างไกล จากชัยชนะของ พรรคอนาคตใหม่ เมื่อคราวที่มี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรค บวกกับที่พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนจาก พรรคไทยรักษาชาติ  เทให้ไป ภายหลังจากที่พรรคถูกสั่งยุบ ก่อนถึงวันลงสนาม 

 แต่การฝาก อนาคต ของพรรคเพื่อไทย เอาไว้ที่พรรคก้าวไกล ตามที่อดีตนายกฯทักษิณ ระบุถึงนั้น ย่อมไม่ใช่ทางเลือก เพราะเป้าหมายที่แท้จริง คือการได้เป็น พรรคใหญ่ ชนะแบบเบ็ดเสร็จเท่านั้น 

 ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่แกนนำในพรรคหลายคนจะพากันพูดถึง การตั้งพรรคใหม่ เพื่อให้เป็น พรรคสาขา  ของพรรคเพื่อไทย หรือเรียกว่า การกลับไปสู่ แตกแบงค์  ซึ่งเป็นแผนการเล่นที่ทักษิณ เชี่ยวชาญ 

 ดังนั้นการดึง อดีตส.ส.ของพรรคกลับค่ายเพื่อไทย จะมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในรายของ พงศกร อรรณนพพร ที่ต้องทิ้งพรรคไทยสร้างไทย ของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แล้วหันมาสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย ก็เป็นเพราะ มีการยื่นคำขาดจาก นายใหญ่ ว่า หากญาติหรือคนในครอบครัวของคนเพื่อไทย ไปสังกัดพรรคอื่น จะถูกตัดสิทธิ์ ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย  พงศกร จึงต้องกลับพรรคเพื่อไทย เพราะไม่เช่นนั้น ลูกสาวและน้องชายของพงศกร ที่ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทยจะถูกตัดสิทธิ์ 

 อย่างไรก็ดี ปัญหาใหญ่หาก อดีตนายกฯทักษิณ จะเลือกแผน แตกแบงค์ คือการทำ2พรรค ขึ้นมากวาดทั้งส.ส.เขตและส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ในวันนี้ก็คง ไม่ง่าย  เพราะด่านแรก จะถูกฝ่ายตรงข้ามร้องว่ากระทำผิดพ.ร.บ.พรรคการเมือง หรือไม่ และด่านที่สอง คือการใช้ทุนรอน ส่ง น้ำเลี้ยง จากแดนไกล  ผ่านมายัง อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นาทีนี้ พร้อมแค่ไหน ?