สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในศรีลังกาสุดแสนสาหัส โดยหลังจากที่ รานิล วิกรมสิงเห นายกรัฐมนตรีของศรีลังกา ได้ออกมาประกาศต่อรัฐสภาว่า เศรษฐกิจของศรีลังกาได้ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว และการทำข้อตกลงกับองค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คือทางออกเดียวที่จะฟื้นประเทศกลับมา   

“ขณะนี้เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าการขาดแคลนเชื้อเพลิง ก๊าซ ไฟฟ้า และอาหาร โดยเราไม่สามารถซื้อเชื้อเพลิงนำเข้า และไม่มีแม้แต่เงินสด เนื่องจากบริษัทปิโตรเลียมของรัฐบาลมีหนี้สินจำนวนมาก เรากำลังมองเห็นสัญญาณความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะทรุดตัวลงถึงจุดต่ำสุด”

ทางการศรีลังกากำลังพูดคุยกับ IMF เพื่อขอกู้ยืมเงิน เข้ามาเสริมทุนสำรองระหว่างประเทศ จ่ายบิลค่าสินค้านำเข้า และพยุงเสถียรภาพให้กับสกุลเงินของตัวเอง และมีแผนประชุมขอความช่วยเหลือด้านการเงินกับมิตรประเทศ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และจีน เพิ่มเติม

กระทั่งข่าวช็อกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พลังงานเชื้อเพลิงต่างๆ ได้หมดจากประเทศศรีลังกาแล้ว ส่งผลกระทบต่อประชากรในประเทศ จำนวน 22 ล้านคน ภายหลังจากเรือขนส่งน้ำมันหลายลำ ไม่ได้เดินทางมาเทียบท่าตามระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่แจ้งเหตุผลชัดเจน

โดยกระทรวงพลังงานของศรีลังกา เปิดเผยว่า เรือขนส่งน้ำมันไม่ได้เดินทางมาเทียบท่าตามเวลาที่กำหนด และหลายลำก็ปฏิเสธที่จะจอดเทียบท่า พร้อมอ้างเหตุผลถึงสถานการณ์ทางการเงินของทางการศรีลังกา

และด้วยสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน ทำให้ศรีลังกาต้องสังปิดโรงเรียน และขยายเวลาปิดหน่วยงานราชการให้ทำงานที่บ้าน พร้อมๆกับการเจรจากับรัสเซียและการ์ตาเพื่อขอซื้อน้ำมันราคาถูก

เมื่อมองดูวิกฤติในศรีลังกา เป็นบทเรียนให้ไทยต้องเตรียมรับมือ ด้วยรากเหง้าปัญหาสั่งสมมาจากการเมือง โดยใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่งด้านภาษี เพื่อหวังผลต่อชัยชนะของอีกฝ่าย  ก่อหนี้สาธารณะ พิมพ์เงินเพิ่ม และพึ่งพาภาคการท่องเที่ยว เมื่อเกิดวิกฤติโควิดจึงทำให้ภาคการท่องเที่ยวต้องหยุดชะงัก กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ นายกฯคนกลาง รานิล วิกรมสิงเห ที่เข้ามาเวลานี้มีแต่รับเผือกร้อนและซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจ

เมื่อหันมามองไทย จะทำอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอยศรีลังกา ต้องเตรียมรับมือ ทั้งบริหารจัดการทั้งพลังงาน และอาหาร  ให้เพยีงพอภายในประเทศ เหลือจึงส่งออก การเตรียมรับมือกับแรงงานต่างด้าวที่จะทำลักเข้ามาจากวิกฤติศรีลังกา และที่สำคัญคือ การเมืองที่ห้ำหั่นกันอย่างบ้าคลั่ง ต้องหยุดดูความเป็นไปของโลก