หนึ่งในหลายๆคำถามที่ บิ๊กเนม ทางการเมือง หลายต่อพรรค ต้องหันมาตอบผู้สื่อข่าว ในวันนี้ คือประเด็นที่ว่าด้วย กระแส ชัชชาติ ฟีเวอร์ นั้นจะมี ผลกระทบ  หรือไม่ !?  

 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.65 ที่ผ่านมา สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์  เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย ถูกสื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ เพราะเวลานี้มีปรากฏการณ์ ชัชชาติฟีเวอร์ จะทำให้พรรคการเมืองต้องเริ่มขยับตัวลงพื้นที่ทำงานเชิงรุกมากขึ้น

 แม่บ้านพรรคสร้างอนาคตไทย ยืนยันว่า ไม่กังวล และมองว่าเป็นมิติใหม่ทางการเมือง ที่มีการเปลี่ยนแปลงและนำเสนอสิ่งใหม่ๆให้โอกาสประชาชน ได้ตัดสินใจ โดยการลงพื้นที่ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. เป็นมิติที่น่าสนใจและเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ทางการเมือง และเป็นสิ่งที่ดี 

 สำหรับพรรคสร้างอนาคตไทย นั้นแม้ก่อนหน้านี้จะมีการเปิดตัวพรรค นำเสนอนโยบาย กันไปเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าลืมว่ายังมีไฮไลท์สำคัญ คือการเปิดตัว สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ ที่จะถูกชูในฐานะ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ซึ่งสนธิรัตน์ บอกว่ากำลังรอจังหวะ

 ขณะที่ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาลที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย และถูกท้าทายมากที่สุดในการเลือกตั้งรอบหน้า ว่าจะกลับมาเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อีกหรือไม่ 

 ก็ยังกลายเป็นว่า วันนี้ชัยวุฒิ ยังถูกถามในประเด็นที่ว่า จากกระแสของ ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ ซึ่งถือเป็นการเมืองระดับท้องถิ่น แต่อาจทำให้ ระดับชาติ จะต้องขยับหรือปรับตามไปด้วยหรือไม่ โดยชัยวุฒิ ไม่เกี่ยวกัน แต่ยอมรับว่าการทำงานของรัฐบาลอาจจะสื่อสาร ทำประชาสัมพันธ์กับประชาชน ยังไม่ดีพอ เท่ากับผู้ว่าฯชัชชาติ 

 แน่นอนว่าภายหลังการเข้ามา ของชัชชาติ ในฐานะพ่อเมืองกทม.คนที่ 17 ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ทำให้ สนามใหญ่ ต้องเฝ้ามองกันไม่กระพริบตา  ทั้งรูปแบบการทำงาน การสื่อสารกับประชาชน ไปจนถึง เจ้าหน้าที่กทม. แทบทุกระดับ 

 เพราะวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่กทม. สามารถ เข้าถึง ผู้ว่าฯชัชชาติ ได้แล้ว ในขณะเดียวกันยังเป็นการทำงานร่วมกับผู้คน และทำให้ชัชชาติ เองอยู่ในแสงสปอร์ตไลท์ เท่ากับว่าประชาชน เป็นทั้งแนวร่วมและเกราะกันกระแทก ระหว่างตัวเขาเองกับ ฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการ กองเชียร์ หรือ ฝ่ายตรงข้าม  แต่เวลาเดียวกัน ชัชชาติ เองต้อง เว้นระยะห่าง โดยไม่พาตัวเองเข้าไปสู่ วังวนทางการเมือง ของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง
 
ดังนั้นจึงหมายความว่า สำหรับฝ่ายรัฐบาล หรือพรรคร่วมของรัฐบาล ที่หวังช่วงชิง ฐานเสียง ในกทม.และตามเมืองหลวง ในจังหวัดใหญ่ ๆเอง ต้องไม่มองข้ามการเติบโตของกระแสชัชชาติ ชนิดก้าวกระโดดเช่นนี้ 

 ส่วน กองเชียร์ หรือ พรรคการเมืองที่วาดหวังจะอาศัย ชัชชาติ ฟีเวอร์ เอง ไม่ว่าจะเป็นพรรคต้นสังกัดเดิม หรือม็อบคนรุ่นใหม่ เองย่อมต้องประเมินเช่นกันว่า  การเกาะกระแสของชัชชาติ ทั้งทางตรงและทางอ้อม นั้นคือ คำตอบ ไปสู่การได้คะแนนเสียงในสนาม ได้จริงหรือไม่ ! ?