สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ มองว่า ความขัดแย้งของคนในชาติ ม็อบรุนแรง การยุยงให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ ผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นตัวฉุดความสุขชุมชนลดลงเหลือ 4.92 คะแนน และความสุขชุมชนโดยรวมได้ 6.10 คะแนน
อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.5 กังวล บ้านเมืองจะวุ่นวาย ประชาชนไร้สุข เพราะคนในชาติแตกแยก ขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ในขณะที่เพียงร้อยละ 3.5 ไม่กังวล และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.7 ชี้ว่าโซเชียลมีเดีย มีส่วนเป็นตัวเร่ง ทำคนไทยแบ่งเป็นสองขั้ว สร้างความแตกแยก ความเกลียดชังต่อกันของคนในชาติ ในขณะที่ร้อยละ 7.3 ระบุไม่มีส่วน
ซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า ผลการศึกษาทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชนในโลกโซเชียลในหลายประเทศพบว่า โซเชียลมีเดียมีส่วนทำให้คนในแต่ละประเทศแบ่งออกเป็นสองขั้วสองฝ่ายเผชิญหน้ากันจริง เช่น เมืองฮ่องกง และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางบางประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านของไทยในภูมิภาคนี้ จึงทำให้บางประเทศมีระบบคัดกรองเนื้อหาและมีกฎหมายห้ามการใช้โซเชียลมีเดียและห้ามประชาชนในประเทศพูดเรื่องการเมืองที่ทำลายความสมดุลในความแตกต่างทางความคิดของคนในชาติ เพื่อป้องกันสกัดกั้นความแตกแยกของประชาชน เช่น ประเทศสิงคโปร์ มีกฎหมายเป็นเครื่องมือสร้างความสมดุลของการแสดงออกทางการเมืองในที่สาธารณะ ไม่สร้างความแตกแยกของคนในชาติ เป็นต้น
www.salika.co อ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญโซเชียลมีเดีย ดร.แอนนา เลมเบอร์คลี ที่ชี้ว่า โซเชียลมีเดียเป็นยาเสพติด และไม่มีแอปพลิชั่นใดที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องเด็กหรือสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้แก่เด็ก ที่น่าเป็นห่วงคือโลกวันนี้ ความรุนแรงของข่าวปลอมก็เลวร้ายลงทุกขณะ มีโกหกคำโตเต็มไปหมด จนบางครั้งไม่มีใครเชื่อโลกที่เป็นจริง เช่น กรณีไวรัสโควิด-19 ในอเมริกาที่สื่อส่งกันในโซเชียลมีเดียจนไม่มีการป้องกันและการจัดการที่ดี ในที่สุดอเมริกาก็เป็นผู้รับผลกระทบที่รุนแรง นับเป็นตัวอย่างล่าสุดของผลลบที่เกิดขึ้น
ลองจินตนาการถึงโลก หรือสังคมไทย ที่ไม่มีใครเชื่อถือเรื่องจริง ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง แต่กลับเชื่อสิ่งที่เป็นพิษภัย และทำร้ายกันเองทั้งร่างกาย สภาพแวดล้อมและจิตใจ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายอาจต้องเริ่มคิดถึง ผู้เฝ้าประตูในการคัดกรองข่าวสารต่างๆ แล้วหรือไม่ ก่อนจะสายเกินไป