เปิดหน้า เปิดตัว พุ่งเป้ากดดัน บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กันมาหลายวันด้วยปม นายกฯสำรอง และ นายกฯคนนอก นัยว่านายกฯคนใหม่ต้องไม่ใช่ชื่อ บิ๊กตู่ คนเดิม โดยทั้ง แกนนำพรรคเศรษฐกิจไทย ผนึกกำลังกับ พรรคเพื่อไทย พ่วงด้วย กลุ่ม16 ส.ส. พากันส่งสัญญาณ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เลือกไทม์มิ่ง ในจังหวะที่ใกล้ถึงวันเปิดสภาผู้แทนราษฎร สมัยประชุมสามัญ ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ ที่มี งานใหญ่ รออยู่คือการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล มี เป้าจริง อยู่ที่การโค่น พล.อ.ประยุทธ์ และหากพล.อ.ประยุทธ์ สามารถ เอาตัวรอด จากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ ในด่านแรกแล้ว ก็คาดหวังว่า บิ๊กตู่น่าจะ จอดป้ายสุดท้าย กันที่การยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ปม นายกฯ 8ปี ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ทั้งด่าน ศึกซักฟอก และ นายกฯ 8ปี คือบีบให้พล.อ.ประยุทธ์ ต้อง เข้ามุม ต้องทิ้งเก้าอี้นายกฯก่อนครบวาระ ในเดือนมี.ค. ปีหน้า 2566 ทั้งสิ้น ส่วนการโยนชื่อ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้จัดการรัฐบาล โดย ลูกน้อง ของบิ๊กป้อม เองทั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย คู่ขนานไปกับการเดินเกมกดดันรัฐบาล จาก กลุ่ม 16ส.ส. ที่พยายามชูตัวเลขว่ามีส.ส.ในมือราว 20 เสียง ล้วนแล้วแต่เป็นเกมที่ต้องการ ขยายผล ย้ำว่าความสัมพันธ์ ของ พี่น้อง 2ป. ทั้งพล.อ.ประวิตร และพล.อ.ประยุทธ์ ต่างมีปัญหา มีความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ ยิ่งเมื่อทั้งแกนนำพรรคเศรษฐกิจไทย ชู พล.อ.ประวิตร ว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ หากบ้านเมืองเกิด อุบัติเหตุ ยิ่งทำให้สถานการณ์ภายในรัฐบาลคุกรุ่น ล่าสุดมีความชัดเจนจาก มือกฎหมายรัฐบาล อย่าง วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ร่ายยาวแจงชัดเจนแล้วว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ ต้องพ้นจากตำแหน่ง จากปม นายกฯ8ปี คนที่จะขึ้นมาทำหน้าที่แทนคือ พล.อ.ประวิตร ในฐานะรองนายกฯอันดับที่ 1 และตามขั้นตอน ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา จะเรียกประชุมสภาฯ เพื่อให้มีการเลือกตั้งนายกฯ ภายใน 3-7วันให้มีการเลือกนายกฯ ตามบัญชีรายชื่อที่มีอยู่ ด้วยกัน5คน คืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ,อนุทิน ชาญวีรกูล ,ชัยเกษม นิติสิริ ,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อย่างไรก็ดี คำตอบที่น่าสนใจของรองนายกฯวิษณุ เมื่อถูกถามว่า สงสัยหรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีการยกเรื่องนายกฯสำรอง ,นายกฯคนนอกขึ้นในเวลานี้ ผมไม่สงสัย เพราะเป็นปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นเสมอ เมื่อไม่มีอะไรทำก็จะเปิดวาทกรรมทางการเมืองออกมาเพื่อให้เกิดความสับสนเล่น ในอดีตตนยังเคยรู้จักใครบางคนที่อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ทำให้สับสนเล่นโดยปล่อยคำพูดอะไรสักคำหนึ่ง และคำพูดหนึ่งนักข่าวก็พอใจที่จะตะครุบ เพราะว่าแปลกและไม่เคยได้ยิน ที่สุดท้ายก็หายไปกับสายลมแสงแดด จากสุ้มเสียงและท่าทีของ มือกฎหมายรัฐบาลแล้วดูเหมือนว่าจะไม่ได้ให้น้ำหนัก กับสิ่งที่เกิดขึ้น มากไปกว่าการปลุกกระแสเพื่อสร้างความสับสน และคล้ายกับจะมั่นใจว่าที่สุดแล้ว เส้นทางความวุ่นวายทางการเมืองจะไม่ทอดยาวไกล เลยเถิดไปถึง นายกฯสำรอง หรือ นายกฯคนนอก ด้วยซ้ำ !