ปริญญ์เอฟเฟกซ์ ยังไม่จบลงที่กระบวนการยุติธรรม กำลังเดินหน้าทำหน้าที่ สืบสวนสอบสวน เรื่องส่วนตัว ของ ปริญญ์ พานิชภักด์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น เพราะบัดนี้ ผลกระทบ ได้เพิ่มระดับแรงกดดัน และขยายวงกว้างออกไปกระแทก เก้าอี้หัวหน้าพรรค ของ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ให้มีอันต้องสั่นคลอน ลุกลามกระทบไปถึงการลงพื้นที่หาเสียงของ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. แม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีทีมมดงาน ช่วยทำพื้นที่ในกทม.ให้ก็ตาม แต่อย่าลืมว่า ในการเลือกตั้งส.ส.เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ พ่ายหลุดลุ่ย ไม่มีส.ส.กทม.เลยสักที่นั่งเดียว ดังนั้นจึงหมายความว่า ตัวสุชัชวีร์ ที่หวังจะให้คะแนนนิยมของพรรคเข้ามาช่วยสนับสนุน ก็อาจจะต้องกลายเป็นฝ่าย แบกน้ำหนัก ทั้งตัวเองและภาพขอพรรคไปพร้อมๆกัน ปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ เวลานี้ ด้านหนึ่งคล้ายกับว่ากรณีของ ปริญญ์ อดีตรองหัวหน้าพรรค คือ ปัจจัยหลัก แต่ในความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่าลึกๆแล้วภายในพรรคก็เกิดความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเอง จนนำไปสู่ปัญหา เลือดไหล สมาชิกพรรคระดับ แกนนำพากันทยอยลาออก และคาดว่าเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง จะได้เห็นปัญหาดังกล่าวนี้วนกลับมาเกิดซ้ำอีก ดังนั้นจึงเท่ากับว่า ศึกใน ภายในพรรคมากระหน่ำซ้ำกันเอาในช่วงนี้ เพราะแรงกดดันให้คณะกรรมการบริหารพรรคลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ก็มาจาก คนในพรรค ด้วยกันเอง การออกมาให้สัมภาษณ์ของ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในฐานะ ประธานสภาที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ล่าสุดมีความพยายามที่จะกระตุกเตือนให้สมาชิกพรรค หันมารับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ด้วยความปกติที่สุด ไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่กระทบ เวลาคนพูดเรื่องดีก็กระทบในทางที่ดี พอเรื่องที่ไม่ปกติก็กระทบในทางที่ลบ แต่ก็เชื่อหลักอันหนึ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์ยึดความถูกต้อง เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะอยู่เหนือกฎหมาย ขอให้มั่นใจว่าพรรคยึดหลักนี้มาตลอด (18 เม.ย.65) สถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้จึงเป็นได้ทั้ง โอกาส และ วิกฤต โดยที่สมาชิกพรรคจะต้องมีบทบาท และตัดสินใจว่าจะให้เรื่องราวออกมาในรูปไหน และที่สำคัญยังเป็น โอกาส และ วิกฤต ที่กำลังเกิดขึ้นในห้วงเข้าโค้งสุดท้าย เหลือเวลาเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งอีกไม่เกิน 11 เดือนด้วยซ้ำ !