ต่อจากตอนที่แล้ว “…แต่ญาติโยมสาธุชนทุกท่านใครเขาจะรับก็ตามหรือใครจะไม่รับก็ตามเป็นเรื่องของเขา อย่าไปชักชวนเขา จะพูดตรงๆ ว่าเวลาก็ได้ เสียเวลาเรา ส่วนเรา ๆ ยอมรับเรานับถือพระพุทธว่าเป็นพระพุทธ พระธรรมว่าเป็นพระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นพระสงฆ์ เป็นสรณะเป็นที่พึ่งของเรา แล้วเราก็ปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงสั่งสอน ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ส่วนคนอื่นเขาจะว่าก็เป็นเรื่องของเขาไม่ต้องวิตกกังวล เราวิตกแต่ตัวเราเท่านั้นเอง เรายอมรับแล้วเราควรจะปฏิบัติอย่างไรอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากมัวไปยุ่งกับคนอื่นเขา ไปชักชวนให้คนอื่นปฏิบัติตามด้วย เสียเวลาเปล่าๆ ไม่ใช่เสียเวลาปฏิบัติเท่านั้นเอาให้ชัดพูดง่าย ๆ เสียเวลานอนด้วย เสียเวลาพูด เสียแรง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลกับคนอื่น กังวลแต่ตัวเองก็แล้วกัน
ในวันนี้เป็นวันอัฏฐมีเป็นวันครบที่เก้าจากการเสด็จดับขันปรินิพพานความจริงนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราพระองค์ทรงอัศจรรย์ ประสูติจากพระมาตุคัพโภทร คลอดอย่างเด็กธรรมดาคือคลอดจากท้องแม่ ซึ่งก็เป็นวันวิสาขบูชา ตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งเป็นธรรมอันยอดเยี่ยม ไม่มีไครเป็นครูเป็นอาจารย์ ก็ตรัสรู้ในวันคล้ายวันวิสาขบูชา แม้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในวันวิสาขบูชา คือระหว่างดาววิสาขเสวยวิสาขฤกษ์ จึงนับว่าเป็นอัศจรรย์ยิ่งว่าศาสดาใด ๆ ในโลก
ที่เป็นอย่างนี้ยังมีบุคคลไม่เชื่อ ไปเขียนวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา นั่นก็เป็นเรื่องของเขาที่จะเขียน ใครจะเขียนอย่างไรพูดอย่างไรก็เป็นสิทธิของเขา แต่เราต้องยอมรับว่าก่อนที่พระองค์จะประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานนั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญบารมีมาสี่อสงไขกับแสนกัปล์ ไม่รู้เท่าไหร่ก็เพื่อได้พระโพธิญาณนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์ได้พระโพธิญาณอุบัติก็ดี ตรัสรู้ก็ดี ปรินิพพานก็ดี จึงนับว่าเป็นอัศจรรย์
เราจึงน่าภูมิใจว่าศาสดาของเราเป็นผู้บริสุทธิ์เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยบารมีธรรม ไม่มีศาสดาใดในโลกนี้จะเหมือนพระศาสดาของเรา เราเพียงภูมิใจเท่านี้ก่อน ส่วนใครจะว่าอย่างไรเรื่องของเขา…”
และในวาระเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ไทยที่ได้ร่วมกันสืบสานประเพณีที่งดงามมาอย่างยาวนานนี้ ขอให้คุณผู้อ่านสยามรัฐทุกท่านเจริญทั้งภายนอกและภายใน ดำรงอยู่ในความไม่ประมาท เพื่อก้าวผ่านวิกฤติต่างๆไปด้วยกัน มีความสุข ปราศจากโรคภัย โจรภัย อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย และภยันตรายต่างๆ