แม้จะเหลือระยะเวลาอีกเดือนกว่าๆ กว่าคนกรุงเทพฯจะได้เข้าคูหากาเบอร์เลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แน่นอนว่า แต่ละคนที่เปิดตัวออกมานั้นล้วนมีฐานเสียงหรือคะแนนจัดตั้งอยู่แล้ว แต่ในบรรดาเราๆท่านๆ ที่ไม่มีใครในใจ จะเลือกผู้ว่าฯทั้งทีที่จะต้องอยู่บริหารเมืองหลวงไป 4 ปีนับจากนี้ ก็จะต้องตัดสินใจด้วยความรอบคอบและหยั่งรู้สักหน่อย
ก่อนหน้านี้มี ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ท่านเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาโพสต์คู่มือเลือกผู้ว่าฯกทม.ผ่านเฟซบุ๊ก โดยสรุป ได้ว่าให้พิจารณาจาก 2 เรื่องหลักๆ ก็คือ คน กับ นโยบาย
คนก็คือ ผู้สมัคร ก็พิจารณาจากความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และภูมิหลัง ความเป็นอิสระ ทีมงาน ศักยภาพในการประสานงาน
โดยในเรื่องของความเป็นอิสระ ดร.สามารถระบุว่า “ผู้ว่าฯ กทม. ที่ไม่สังกัดพรรคหรือเป็นผู้สมัครอิสระ ถ้ามีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) สนับสนุนมากพอก็สามารถบริหารงานได้อย่างราบรื่น ส่วนผู้ว่าฯ กทม. ที่สังกัดพรรคหากมีเสียง สก. สนับสนุนน้อยก็จะมีปัญหาในการบริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่สังกัดพรรคหรือไม่สังกัดพรรคก็มีความเป็นอิสระในการทำงานอยู่แล้ว ไม่มีใครสามารถเข้ามาครอบงำได้ถ้าตนเองไม่ยอม ในกรณีสังกัดพรรค ผู้ว่าฯ กทม. ก็ไม่จำเป็นจะต้องทำตามคำแนะนำของพรรคก็ได้ ถ้าเห็นว่าเป็นคำแนะนำที่ไม่เหมาะสม
ความได้เปรียบเสียเปรียบในการสังกัดพรรคหรือไม่สังกัดพรรคจึงอยู่ที่ขั้นตอนการหาเสียง กล่าวคือผู้สมัครที่สังกัดพรรคจะได้เปรียบหากพรรคที่ตนสังกัดอยู่เป็นที่นิยมชมชอบของคนกรุงเทพฯ จะทำให้ได้คะแนนที่เป็นฐานเสียงของพรรคมาเป็นคะแนนตุนไว้ในกระเป๋าก่อน เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้ว ถ้ามีผลงานเป็นที่ประทับใจของคนกรุงเทพฯ ก็จะส่งผลดีไปถึงพรรคที่ตนสังกัดอยู่”
นโยบาย นโยบายที่ใช้ในการหาเสียงจะต้องเป็นนโยบายที่ทำได้จริง ไม่เพ้อฝัน และตอบโจทย์ความต้องการของคนกรุงเทพฯ ยกตัวอย่างเช่น การแก้ปัญหาจราจร การแก้ปัญหาน้ำท่วม การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาอาชญากรรม
อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่า ไม่เพียงพิจารณาเรื่องคนและนโยบายข้างต้นเท่านั้น สิ่งที่พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร จำเป็นต้องรู้เท่าทันผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ก็คือไทม์ไลน์ในการแก้ไขปัญหา และ ใครจะทำได้ตามสัญญา