เศรษฐกิจไทยถูกทุบกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง จากโควิด สู่สงครามรัสเซียกับยูเครน ที่คาดการณ์กันว่าแม้สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนจะยุติลง แต่มาตรการกดดันต่างๆ เพื่อทำสงครามทางด้านเศรษฐกิจจะยังดำเนินต่อไป
ก่อนหน้านี้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสศช. ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน คาดว่า จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 2 ช่องทางหลัก คือ หนึ่งอัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2565 จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 5 กรณีที่ราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และสอง ภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากแนวโน้มการลดลงของนักท่องเที่ยวรัสเซียและยุโรป ซึ่งถือเป็นกลุ่มหลักที่เดินทางเข้าไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2565 ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม แต่ สศช.ยังเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยจะยังสามารถขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3
ขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center หรือ EIC ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2565 เป็น 2.7% จากเดิมคาดไว้ที่ 3.2% จากผลกระทบของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากอัตราเงินเฟ้อของไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 14 ปีที่ระดับ 4.9% ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอลงกว่าที่ประมาณการไว้เดิม โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบทั้งจากกำลังซื้อของครัวเรือนที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น และจากการฟื้นตัวของค่าจ้างแรงงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่ทันค่าครองชีพ ขณะที่การเร่งตัวของอุปสงค์คงค้างตามการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อสถานการณ์การระบาดโควิดและการผ่อนคลายมาตรการการควบคุมของภาครัฐ จะกระจุกตัวอยู่ในครัวเรือนรายได้สูงเป็นส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือกนง. กล่าวว่า กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยจะขยายตัวในปี 2565 3.2% จาก3.4% และปี 2566 เป็น 4.4% จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและภาคการท่องเที่ยว โดยผลของการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ Omicron ต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่มากเท่าระลอกก่อนหน้า ทั้งนี้ แม้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียส่งผลให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น แต่จะไม่กระทบแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม 10 มาตรการลดผลกระทบค่าครองชีพของรัฐบาลที่ออกมา ในช่วง 3 เดือน แม้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คงต้องประเมินความตึงเครียดที่เกิดขึ้น และจะขยายระยะเวลา หรือมีมาตรการเสิรมออกมาหรือไม่ เพื่อเติมเงินในกระเป๋าให้กับประชาชน