สมบัติ ภู่กาญจน์ คำเตือนของอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่เป็นอุปมาอุปมัยเรื่องอาการผิดปกติในร่างกายคนบางอย่าง ที่อาจเป็นสัญญาณเตือนให้เจ้าของร่างรู้ว่าโรคใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ยังมีข้อความต่อมาอีกดังนี้ แต่เหตุสำคัญอีกเหตุหนึ่งนั้น อาจมาจากความไม่แน่ใจของคนทั้งปวง ในระบอบการปกครองที่อยู่เบื้องบนไม่แน่ใจว่า จะมาอย่างไร และจะเป็นอย่างไรต่อไป?ไม่แน่ใจว่า ปัญหาต่างๆ ที่ฝ่ายบริหารก็รู้ว่ามี และกำลังคิดแก้ไขอยู่นั้น จะแก้ไขได้ลุล่วงไปโดยดีหรือไม่? และที่สำคัญก็คือไม่แน่ใจว่า การปกครองบ้านเมืองในปัจจุบันนี้ และที่จะมีมาต่อไปนั้น จะมากระทบฐานะของแต่ละคนในฐานที่เป็นเอกชนอย่างไรบ้าง ความสงสัยแคลงใจ และความไม่แน่ใจนี้ ดูเหมือนจะเป็นโรคใหญ่( ขออนุญาตหมายเหตุแทรกอีกแล้วครับ ว่า ข้อความสั้นๆไม่กี่ประโยคในสองย่อหน้านี้ คือหัวใจสำคัญในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ที่คนไทยคนหนึ่งซึ่งมีความรู้ความสามารถและปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองไทย เขาเคยพูดไว้ในอดีต ตั้งแต่เมื่อปี 2515 ก่อนที่เหตุใหญ่ในบ้านเมืองจะเกิดขึ้น ซึ่งความเห็นเช่นนี้ยังใช้ได้ ไม่ล้าสมัย และอาจใช้ได้แม้แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองในปี 2559 ยุคปัจจุบัน เพราะ การทำให้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมือง “มั่นใจและไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าการปกครองที่จะมีต่อไปจะกระทบฐานะของแต่ละคนในฐานที่เป็นเอกชนอย่างไรหรือไม่แค่ไหน?” นั่นคือสิ่งที่ผู้มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองต้องทำให้เห็นเด่นชัดที่สุดยิ่งกว่านโยบายใดๆ นี่เป็นสาระสำคัญของความเห็นนี้ ที่ไม่ได้เกิดจาก อคติต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลยแม้แต่น้อย ซึ่งในยุคปี 2515 ความเห็นที่อาจารย์คึกฤทธิ์พยายามจะบอกยังมีต่อไปอีก ดังนี้ )เมื่อมีขึ้นแล้ว ก็อาจทำให้เกิดโรคเล็กโรคน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณบอกอาการของโรคใหญ่บางอาการ ก็ไปแสดงออกที่นิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวเพราะคนหนุ่มสาวนั้น เปรียบไปก็เหมือนอวัยวะที่เป็นเนื้อหนังอย่างอ่อน บอบช้ำได้ง่าย ไวต่อความรู้สึกเมื่อร่างกายส่วนรวมผิดปกติไป อาการเจ็บปวดก็จะไปแสดงออกที่อวัยวะเหล่านั้น ขอบอกตรงๆว่า ทุกวันนี้ผมไม่มีความสบายใจ ( ขอเพิ่มเสริมยืนยันในฐานะพยานที่มีส่วนร่วมโดยตรงในเหตุการณ์ยุคนี้ว่า ในช่วงปี 2510-2515 คือช่วงปีที่อาจารย์คึกฤทธิ์ เข้าไปมีส่วนร่วมกับนิสิตนักศึกษาทำกิจกรรมต่างๆในหลายมหาวิทยาลัย และในหลายเรื่องที่ยังสามารถใช้เป็นประโยชน์ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ยกเว้นเรื่องเดียวคือเรื่องการเมืองที่เกินกว่าการแสดงความคิดเห็น ที่อาจารย์คึกฤทธิ์ไม่เคยให้กับนิสิตนักศึกษาโดยตรงในกิจกรรมต่างๆในมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ความเห็นนี้ยังมีต่อไปอีก ดังนี้ ) ในใจจริงแล้ว ผมไม่ได้เป็นอริบาดหมางกับใครทั้งสิ้น รู้จักใครก็อยากให้ใครคนนั้นได้ดี อยากให้คนๆนั้นทำการต่างๆที่ตั้งใจจะทำ ได้สำเร็จสมความปรารถนา ไม่เคยคิดร้ายหรือคิดทำลายใครเลย เป็นความสัตย์จริง ถึงแม้ว่าจะมีคนบางคน คิดว่า ผมคอยมุ่งร้ายทำลายเขา ก็ช่างเถิด แต่ถ้าหากว่ามาถามให้ถึงตัว ผมก็จะบอกให้ได้ว่าไม่จริง พร้อมทั้งมีหลักฐานประกอบยืนยัน ( สามย่อหน้านี้ เป็นความนัยระหว่างบรรทัด ที่ผู้เขียนพยายามสื่อถึงคนบางคนที่ส่งสารเรื่องราวบางอย่างให้ผ่านเข้าหูมา )ด้วยความรู้สึกที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่ายดังนี้ ผมก็ยิ่งวิตกห่วงใยมากขึ้นเพราะถ้าอาการของโรคมากขึ้นในอนาคต ก็จะต้องมีคนบางคน หรือคนบางกลุ่มต้องรับเคราะห์ ผมก็จะเสียใจด้วย ใครจะคิดอย่างผมบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ หรือว่าผมจะบ้าไปคนเดียวแต่ถ้าได้อ่านบทความฉบับนี้แล้ว ก็ขอให้ช่วยกันมองดูรอบๆตัว หรือมองให้ซึ้งเข้าไปในตัว แล้วช่วยคิดหาทางรักษาโรคใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดอาการโรคที่เห็นได้ต่างๆนี้ กันเสียบ้างเถิด ก่อนที่จะสายเกินไป! ข้อเขียนชิ้นนี้ ปรากฏแก่สายตาคนอ่านเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2515 เกิดปฏิกริยาอะไรบ้างหรือไม่ จากคำเตือนนี้? จากประสบการณ์ตรงที่ผมมีส่วนร่วมรู้เห็น ปฏิกริยาในภาคใหญ่ชนิดแมคโครนั้นไม่แน่ชัด แต่ในภาคย่อยชนิดไมโครนั้น มีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางท่าน เริ่มเข้ามาพูดคุยและปรับทุกข์กับอาจารย์คึกฤทธิ์บ่อยขึ้น เกี่ยวกับสถานการณ์ในมหาวิทยาลัยและเรื่องของอาจารย์บางส่วนกับกลุ่มนิสิตนักศึกษาในวงสนทนาวันหนึ่ง อาจารย์ท่านหนึ่งปรารภขึ้นกับอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า “ทุกวันนี้ นิสิตนักศึกษาบางคน แกได้รับคำแนะนำให้อ่านทฤษฎีมาร์กซิสม์กันแล้วนะอาจารย์ ขณะที่ตัวเด็กเอง ความรู้เท่าที่แกมี ยังไม่เข้าใจแม้แต่ภาษาไทยเก่าๆ ที่ผู้ใหญ่บางคนที่ผรุสวาทคำว่า‘ไอ้ทรพี’ นั้นหมายความว่ายังไง?” ในยุคเดียวกันนั้น รัฐบาลที่กำลังทำหน้าที่บริหารประเทศตามความคิดเก่าๆที่ไม่ห่างไกลกับคำว่าโรดแมป ก็คงมุ่งอยู่ที่เป้าหมายใหญ่อย่างเดียว คือนโยบายปราบคอมมิวนิสต์ เพื่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสหรัฐอเมริกาอาจารย์คึกฤทธิ์ ฟังคำแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยายามอธิบายสิ่งที่ควรทำควรคิดให้กับอาจารย์ผู้นั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้ายจากกันไปเมื่อยามสนธยา จนสองวันถัดมา คำเตือนอีกหนึ่งชิ้น ก็ปรากฏโฉมหน้าออกมาอีก ดังนี้ ( อดใจไว้รออ่านสัปดาห์หน้านะครับ ถ้าท่านยังสนใจอดีตบางอย่าง ที่อาจจะมีประโยชน์สำหรับอนาคต )