ความพ่ายแพ้ที่เกิดในสนามเลือกตั้งซ่อม ทั้ง3สนาม ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักสำหรับ พรรคพลังประชารัฐ ซ้ำร้ายยังจะกลายเป็นสะท้อนให้เห็นว่า เวลานี้ พรรคแกนนำรัฐบาล กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย คะแนนร่วงรูด และที่สำคัญไปกว่านั้น คะแนนนิยม ของ ผู้นำรัฐบาล อย่าง บิ๊กตู่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังไม่สามารถช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อกลางดึกของวันที่ 30ม.ค.65 หลังจากใช้เวลานับคะแนนบัตรเลือกตั้ง ไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏผลออกมาว่า พรรคพลังประชารัฐ ต้องเสียที่นั่งส.ส.กทม. เขต 9 ให้กับพรรคเพื่อไทย อีกทั้งคะแนนยังลดฮวบฮาบจนน่าตกใจ สุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกตั้งลำดับที่ 1ได้ 29,416 คะแนน ส่วน เจ๊หลี สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ จากพรรคพลังประชารัฐ 7,906 คะแนน ส่วน กรุณพล เทียนสุวรรณ พรรคก้าวไกล ได้20,361 คะแนน อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จาก พรรคกล้าได้ 20,047 คะแนน ขณะที่พรรคไทยภักดี ส่งผู้สมัครเพื่อหวังเข้าไปช่วยพล.อ.ประยุทธ์ในสภาฯ ทำไป 5,987 คะแนน ความสำเร็จในสนามเลือกตั้งซ่อมกทม.เขต 9 กลายเป็น อาวุธ ที่ถูกนำมาใช้โจมตี พล.อ.ประยุทธ์ ว่านี่คือเสียงสะท้อนจากประชาชนว่า ไม่เอาบิ๊กตู่ นั้นดังกระหึ่มแค่ไหน ดังนั้นขอให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ของตัวเองนั้นเสียเปรียบและสุ่มเสี่ยงมากแค่ไหน แม้ในความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะตัว สุรชาติ ผู้สมัครของพรรคเองที่เกาะติด ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนสามารถทำพื้นที่ได้อย่างแข็งแกร่ง กระแสพรรคเพื่อไทยจึงอาจเป็นเพียง ส่วนประกอบ เท่านั้น แต่เมื่อฝ่ายประชาธิปไตย เอาชนะสรัลรัศม์ ได้การอาศัยจังหวะช่วงชิงสถานการณ์จึงเกิดขึ้น ด้วยการดาหน้าถล่มพล.อ.ประยุทธ์ อย่างที่เห็น อย่างไรก็ดี ความพ่ายแพ้ของสรัลรัศม์ ในครั้งนี้ ย่อมมาจากกระแสของ สิระ เจนจาคะ อดีตเจ้าของพื้นที่ ที่ลดหล่นวูบในช่วงหลัง เมื่อบวกกับปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคจากกลุ่มก๊วนการเมืองด้วยกันเอง จึงสะท้อนผ่านผลคะแนนออกมาตามที่ปรากฏ พรรคพลังประชารัฐ กำลังตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง ปัญหาเก่า-ใหม่ยังเคลียร์ไม่จบ วันนี้กรณี 21 ส.ส. ที่เดินออกจากพรรค ตามหัวหน้าทีมที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ยังต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ามติที่อ้างว่าขับออกนั้นถูกต้องหรือไม่ หากเปรียบพรรคพลังประชารัฐ เป็น หุ้นการเมือง ก็ต้องยอมรับว่า อนาคตอาจไม่สดใสนัก โอกาสที่จะคุ้มทุน ดูจะเป็นไปได้ยาก หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะก้าวเข้ามาบริหารจัดการภายในพรรคเอง ในฐานะหัวหน้าพรรคคนใหม่ หรือที่สุดแล้ว เมื่อพรรคพลังประชารัฐ ถดถอยจนถึงที่สุดแล้วอาจไม่ใช่ทางเลือกที่พาไปสู่ความได้เปรียบ โอกาสที่จะได้เห็นพล.อ.ประยุทธ์ สละเรือ เลิกใช้บริการพรรคพลังประชารัฐเพื่อเสนอชื่อตนเองในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ในรอบหน้า ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้น!