ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตพบว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อวัคซีนมากขึ้น จากร้อยละ 53.8 เป็นร้อยละ 67.36 ประชาชนเข้าถึงช่องทางการรับวัคซีนมากขึ้น จากร้อยละ 61.61 เป็นร้อยละ 72.31 และประชาชนรู้สึกชะล่าใจลดลง จากร้อยละ 80.89 เหลือเพียงร้อยละ 59.41
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มผู้ที่ปฏิเสธการรับวัคซีนในขณะนี้พบว่าประชาชนจำนวนหนึ่งที่มีความลังเลในเบื้องต้น เนื่องจาก อาจรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างกันจำนวนมาก พบว่า กลับมาอยากฉีดวัคซีนมากขึ้นด้วยแรงจูงใจที่เกิดจากครอบครัว ซึ่งมีผลอย่างมาก ทำให้ผู้ลังเลฉีดวัคซีนจำนวนกว่า 2,506 คน กลับมายอมรับการฉีดวัคซีนด้วยความเต็มใจถึงร้อยละ 76.6 และสามารถครบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอนในอนาคต
ผลสำรวจดังกล่าวเป็นที่น่าดีใจ เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สงครามโควิดระลอก 5 แต่ยังพบว่ามีคนเดินเข้าสู่สงครามตัวเปล่า โดยปราศจากเกราะป้องกันอย่างวัคซีน ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
เพราะแม้จะมีข้อมูลว่า ความรุนแรงของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโควิด-19สายพันธุ์โอไมครอน รุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลต้า แต่ก็มีข้อมูลว่าโรงพยาบาลบางแห่งในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ ต้องเผชิญกับปัญหาเตียงไม่พอ และผู้ที่ต้องเข้าโรงพยาบาลส่วนใหญ่คือ ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน
ขณะที่ในฝรั่งเศสต้องเผชิญกับยอดผู้ติดเชื้อที่พุ่งไปถึง 3 แสนคน ทำให้เกิดปรากฎการณ์คนแห่ไปฉีดวัคซีนมากขึ้น ในขณะที่ผู้นำฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน หลังแสดงทัศนะต่อผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีนว่า ตั้งใจที่จะป่วนชีวิตพวกเขา โดยจำกัดกัดกิจกรรมนอกบ้านและการเข้าสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากเสรีภาพของพวกเขาไปคุกคามเสรีภาพของคนอื่น
อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสเอาจริง ถึงขั้นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฝรั่งเศส ผ่านร่างกฎหมายคุมเข้มบัตรผ่านโควิดในการรับบริการสาธารณะ ด้วยการให้ใช้ แต่ใบรับรองการฉีดวัคซีนเท่านั้น
สำหรับประเทศไทยยังไปไม่ถึงขั้นนั้น แต่ฉากทัศน์ ที่กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าเราอาจจะได้เห็นยอดผู้ติดเชื้อสูงสุดวันละ 3 หมื่นคน นั่นอาจจะเป็นตัวเร่งให้ฝ่ายปกครองและสภาผู้แทนราษฎรต้องคิดทำอะไรสักอย่างเพื่อรักษาชีวิตประชาชน