เลือกตั้งซ่อมส.ส. เขต 1 ชุมพร และ เขต 6 สงขลา ที่ว่า ดุเดือดแล้ว ล่าสุดยังกลายเป็นว่าสนามเลือกตั้งซ่อม เขตหลักสี่ กลับระอุมากยิ่งขึ้น ! ผลพวงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.64 ที่ผ่านมาชี้ให้ "สิระ เจนจาคะ" ส.ส.กทม.เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็นส.ส. อันเนื่องมาจากมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(10) เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) จากกรณีเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลแขวงปทุมวัน คดีร่วมกันฉ้อโกง โดยมี "โจทก์เก่า" อย่าง "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส" ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นผู้ยื่นร้องต่อ กกต.เมื่อช่วงต้นปี2564 ที่ผ่านมา เมื่อสิระ มีอันต้องพ้นจากส.ส.กทม. เขต 6 จึงทำให้ต้องมีการเลือกตั้งกทม. เขตหลักสี่กันใหม่ ภายใน 45 วัน ตามรัฐธรรมนูญ สนามเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่ 2 จังหวัดภาคใต้ ที่จะมีขึ้นในราวกลางเดือนม.ค.65 อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ สำหรับพรรคพลังประชารัฐมากนัก เพราะอย่าลืมว่า "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เปิดดีลลับทางการเมืองเอาไว้ กับ "ชุมพล จุลใส" อดีตส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ เอาไว้แล้วว่าครั้งนี้พรรคพลังประชารัฐ ยอมถอย ไม่ส่งคนลงสมัครในเขต 1 ชุมพล โดยแลกกับชุมพล จะย้ายเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งรอบหน้า ขณะที่สนามเลือกตั้งซ่อม เขต 6 สงขลา ยังพบว่าผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐนั้น "มีลุ้น" พิกัดน้ำหนักทางการเมือง สูสีกับ ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะ "แชมป์เก่า" แต่สำหรับสนามเลือกตั้งซ่อมกทม. เขตหลักสี่ นั้นต้องยอมรับว่าการต่อสู้ของพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเจ้าถิ่น เจ้าของเก้าอี้เดิมยังไม่ได้สู้เพื่อรักษาที่นั่งส.ส.เอาไว้เท่านั้น ทว่าสนามกทม. ยังอาจเป็นการ "เช็คกระแส" ของพรรคแกนนำรัฐบาลที่ใกล้ตัวทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มากที่สุด ใกล้เคียงที่สุด โดยที่ไม่ต้องรอวัดกระแสจากสนาม "ผู้ว่าฯกทม." ในปีหน้าแต่อย่างใด ยิ่งในความเป็นจริงแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของพรรคพลังประชารัฐ และรัฐบาลในพื้นที่เมืองหลวงนั้นไม่สู้ดีนัก ดังนั้นผลแพ้-ชนะการเลือกตั้งซ่อม ในเขตหลักสี่ กทม. ยังไม่เท่าผลกระทบที่สะท้อนไปถึง พรรคพลังประชารัฐและรัฐบาล ตามมา !