เมื่อวันที่ 21 พ.ย.64 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 มาตรา 83 และมาตรา 91 กำหนดให้มี ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ได้ทำให้บรรยากาศทางการเมือง กลับเข้าสู่โหมดของการเตรียมตัวเลือกตั้ง นักการเมือง จากทุกพรรค ทุกค่ายต่างเตรียมพร้อมกระโจนลงสู่สังเวียนการเมืองกันอย่างคึกคัก
แน่นอนว่า เมื่อมีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะใช้รูปแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ย่อมส่งผลทำให้ "พรรคใหญ่" เป็นฝ่ายได้เปรียบ โดยเฉพาะ "พรรคเพื่อไทย" พรรคการเมืองเจนเนอเรชั่น ที่สามของ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ที่น่าจะได้เปรียบมากกว่าใคร ถึงแม้วันนี้ พรรคเพื่อไทย จะไม่มี "อำนาจรัฐ" ในมือก็ตาม
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบว่า วันนี้พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน กำลังกลายเป็น "หุ้นการเมือง" ที่ราคาดีดตัวแรง ทั้งความเชื่อมั่นภายในพรรคเอง ไปจนถึงการ เขย่าขวัญ พรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม ว่า พรรคเพื่อไทย จะชนะการเลือกตั้ง อย่างถล่มทลาย
ขณะที่พรรคเพื่อไทย กำลังขยับเตรียมพร้อมรับการเลือกตั้งด้วยความคึกคัก น่าสนใจว่า "พรรคก้าวไกล" ในฐานะ "พันธมิตร" ที่เคยร่วมรบกับ "ปีกรัฐบาล" อาจตกอยู่ในฐานะลำบาก เพราะพรรคก้าวไกลต้องเจอหลายเงื่อนไข ที่จะกลายเป็นอุปสรรค ในสนามเลือกตั้งรอบหน้า
ทั้งการปลุกกระแสเรื่องการเคลื่อนไหวของม็อบราษฎรที่มีความเชื่อมโยงกับ ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่ก่อนหน้านี้พากันเปิดหน้า เปิดตัวไปเข้าร่วมชุมนุม ตลอดจนการใช้ตำแหน่งส.ส.ช่วยประกันตัว อีกทั้งล่าสุดยังพบว่า สิ่งที่กลายเป็น "จุดอ่อน" ต่อพรรคร่วมฝ่ายค้าน และพรรคก้าวไกล คือการคิดสูตรคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ
โดย "ชูศักดิ์ ศิรินิล" ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ทั้งร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง การคำนวณเพื่อหาส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องการกลับไปใช้วิธีการแบบเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2554 ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล จะเสนอกฎหมายลูกคนละฉบับ ก็เป็นสิทธิ์
พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย อาจต้องเดินมาถึงทางแยกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันนี้พรรคเพื่อไทย มองเห็น "โอกาส" ที่จะพลิกกลับมาชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย และจำเป็นที่จะต้อง เว้นระยะห่าง กับข้อหาพรรคการเมืองที่สนับสนุนการปฏิรูปสถาบัน ก่อนที่จะกลับมาพัวพันกับตัวเอง !