สถาพร ศรีสัจจัง
ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2560นี้ คือระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560 สมาคมผู้จัดพิมพ์ และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ซึ่งมีนางสุชาดา สหัสกุล เป็นนายกฯ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)สงขลา ที่มีนายนิพนธ์ บุญญามณี เป็นนายกฯ จัดงานส่งเสริมทางปัญญาครั้งใหญ่ขึ้น ที่จังหวัดสงขลาอีกครั้ง คืองาน “มหกรรมวิชาการและหนังสือภาคใต้ ครั้งที่ 4” ขึ้น ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
จังหวัดสงขลานั่นเป็นหัวเมืองใหญ่ของภาคใต้ที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน เป็นเมืองศูนย์ราชการและศูนย์กลางทางการศึกษาที่สำคัญยิ่งมาเก่าแก่ มีสถานศึกษาตั้งแต่ระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษาเป็นจำนวนมาก
เฉพาะอุดมศึกษานั้น มีตั้งแต่ระดับวิทยาลัยจนถึงระดับมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและของภาคเอกชนนับจำนวนเป็นสิบๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดีก็เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ วิทยาลัยสารพัดช่างหลวงประธานราษฎร์นิกร เป็นต้น
ในสถานการณ์ของประเทศไทยที่ “วัฒนธรรมการอ่าน” ซึ่งแทบจะยังไม่ได้ “ตั้งไข่” กล่าวคือ สังคมยังไม่มีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็งเลย โลกก็เข้าสู่ยุค “สมาร์ท” เสียแล้ว “สมาร์ท” ที่ว่านี้คือ วัฒนธรรมการยกย่อง ว่าการรับข้อมูลข่าวสารโดยการอ่านผ่านเครื่องมือแบบ “ดิจิตอล” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนแล็ปท็อป ฯลฯ หรืออะไรก็ตามที่เป็น “เครื่องสื่อสาร”สมัยใหม่เป็นสิ่งที่ทันสมัยยิ่งนัก และสังคมไทยก็สมาทานสิ่งนั้นมาเป็นสรณะแห่งชีวิตกันอย่างรวดเร็วและกว้างขวางยิ่งเสียกว่าไฟลามทุ่ง
สรุปก็คือ “วัฒนธรรมการอ่านตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ” ก็ล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว กิจการเกี่ยวกับการพิมพ์หรือการผลิตหนังสือทั้งเชิงวิชาการ(Acadamic)และเชิงสร้างสรรค์(Creative Writing)ล่มสลายลงอย่างท่่แทบจะเรียกว่า “อย่างสิ้นเชิง”(ในหมู่คนไทยรุ่นใหม่)
แน่นอนเรื่องนี้ย่อมมีผลอย่างกว้างขวางต่อสังคมไทยในหลายแง่ ทั้งต่อเรื่องความล่มสลายของ “การใช้ภาษาไทย” ทั้งด้านการเขียนและการอ่าน รวมกระทั่งไปจนถึงเรื่องการรับรู้เรื่องศิลปะการจัดวางหรือการออกแบบจัดตัวหนังสือ การจัดหน้าหนังสือ และอะไรต่างๆอีกมากมายที่ระบบการสื่อสารจากเครื่อง “สมาร์ทโฟน” ทั้งหลายไม่สามารถจะทดแทนได้
กล่าวเฉพาะด้าน “วรรณศิลป์” หรือ การใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ที่โบราณเรียกว่า “การแต่งหนังสือ” นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของวัฒนธรรมการสื่อสารครั้งนี้ส่งผลอย่างรุนแรงยิ่งต่อวงการ “วรรณศิลป์” ของชาติ “พื้นที่” ของบรรดา “เรื่องแต่ง” ทั้งกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดีและบทความสูญหายจากรูปแบบของสิ่งทีเรียกว่า “หนังสือ” ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็น หนังสือพิมพ์ นิตยสารวารสาร และหนังสือเล่ม(Book)
ที่ภาคใต้ โดยเฉพาะเมืองสงขลานั้น ต้องถือว่าเป็นเมืองหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับ “วัฒนธรรม หนังสือ” ของประเทศไทย ทั้งในเรื่องการอ่านและการเขียน เฉพาะในเรื่องการเขียนเชิงสร้างสรรค์(Creative) ตั้งแต่สังคมไทยเริ่มมีการพิมพ์เกิดขึ้น เมืองสงขลาก็สร้าง “นักเขียน” ร่วมสมัยมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งที่อยู่ในเพศบรรพชิตและฆราวาส ยุคแรกๆที่เป็นยุคเรื่องแต่งเชิงกวีนิพนธ์ สงขลาก็มีกวีมือทองหลายท่าน ตั้งแต่ “เสือ ดอนคัน” หรือนายเสือ ชำนาญภักดี ชาวบ้านคูขุดเมืองสทิงพระ นายปานบอด จนถึงกวีมือทองอย่างนายทอง หนองถ้วย ชาวระโนต ฯลฯ ยุตต่อมาก็มี “อิงอร” หรือศักดิ์เกษม หุตาคม ผู้สร้างนฤมิตกรรมทางวรรณกรรมอย่างนิยายรักเรื่อง นิทรา-สายันห์ ดรรชนีนาง ธนูทอง ช้องนาง โลงทอง โนรี และ “สู่สยาม” เป็นต้น จนระบือลือลั่นในหมู่นักอ่าน และนักดูหนังดูละครเวทีมาแล้วอย่างขวาง
จนถึงยุครุ่นใหม่ที่ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ไม่ว่าจะเป็น “เขมานันทะ” (อ.โกวิท เอนกชัย)หรือ มกุฎ อรฤดี ชาวเมืองเทพาผู้เขียนนิยายเรื่อง “ผีเสื้อและดอกไม้” อันงดงาม กระทั่งถึงบรรดานักเขียนและกวี “ซีไรต์”ทั้งหลาย ไม่ว่าจะ “กวีหมี่เป็ด” มนตรี ศรียงค์ “นักเขียนเมืองควนเนียง” วัชระ สัจจะสารสิน จนถึง “บินหลา สันกลาลาคีรี” หรือ นายวุฒิชาติ ชุ่มสนิท ศิษย์เก่ามหาวชริราวุธ เป็นอาทิ
งาน “มหกรรมหนังสือ” ที่เมืองสงขลา ครั้งที่ 4 ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ จึงนับว่าเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องปรบมือให้ เพราะนับเป็นอีกงานสำคัญหนึ่งที่จะช่วยสืบสานการวรรณศิลป์ถิ่นสงขลาอย่างสำคัญ!!!!