สถาพร ศรีสัจจัง ไม่แน่ใจว่าถ้า “เจ้าคุณรัษฎาฯ” หรือ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี กลับมาเกิดใหม่ในยุคนี้ ท่านจะรู้สึกอย่างไรบ้างกับภาวะการยางพาราในปัจจุบัน หรือจะรู้สึกอย่างไรบ้างกับการที่ยางพาราที่ท่านมี “วิชั่น” นำเข้ามาปลูกในประเทศไทย แต่เมื่อครั้งรัชกาลสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งผลมหาศาลต่อความเป็นไปของชีวิตประชาชนคนไทย ทั้งในภาคใต้ของท่านไปจนถึงภาคเหนือและอีสาน กระทั่งอาจส่งผลต่อเรื่องราวทางการเมืองอย่างที่หลายคนคิดไม่ถึง ! เอตะทัคคะบางใครถึงกับบอกว่า ผลดังที่ว่านั้น อาจมีถึงท่านผู้ทรงอำนาจล้นฟ้าในแผ่นดินไทยยุคปัจจุบันอย่างนายกฯลุงตู่ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยก็เป็นได้ ถ้าไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ให้ดีๆ! ยางพารานั้นเป็นที่รู้กันว่ามีจุดเริ่มต้นในประเทศไทยที่จังหวัดตรัง พระยารัษฎานุประดิษฐ์(คอซิมบี้ ณ ระนอง) สมัยที่เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตยุครัชกาลที่ 5 นำเข้ามาจากมลายาแล้ว (ถ้าจำไม่ผิด) มอบหมายให้หลานชายคนหนึ่งคือพระสถลสถานพิทักษ์ (คออยู่เคียด ณ ระนอง)ซึ่งเป็นเจ้าเมืองตรังขณะนั้น เป็นผู้ดำเนินการทดลองเอาไปปลูก แปลงแรกที่ปลูกก็อยู่รอบๆที่ตั้ง “จวน” ของท่านนั่นเอง ตอนนั้นจังหวัดตรังตั้งเมืองอยู่ที่อำเภอกันตังปัจจุบัน จวนเจ้าเมืองตั้งอยู่บริเวณเยื้องกับกับวัดประจำอำเภอ คือวัดตรังคภูมิพุทธาวาส ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวนี้เปลี่ยนแปลงไปเกือบหมดแล้ว เพราะถูกไถรื้อ เพื่อปลูกบ้านเรือน มีเพียงต้นยางพาราแกร็นๆเหลืออยู่ตรงริมถนนสายกันตัง-ทับเที่ยง(เมืองตรัง)เพียงต้นเดียว ที่ไม่แน่ใจว่าทางเทศบาลหรือทางอำเภอไปสร้างรั้วล้อมแล้วเขียนป้าย “ยางพาราต้นแรกของประเทศไทย” ไว้ให้นักท่องเที่ยวและคนผ่านทางได้รู้ได้เห็น(ที่จริงน่าจะเขียนว่า “ยางพารารุ่นแรกของประเทศไทย” มากกว่า) มีผู้รู้บอกว่า อีกแปลงหนึ่งที่ทดลองปลูกพร้อมๆกัน(รุ่นเดียวกันหรือหลังมาไม่นานนัก)คือบริเวณที่ตั้งสำนักงาน “ป่าไม้เขต” ขณะนั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ๆห่างจากที่ “ยางพาราต้นแรก” เหลืออยู่ไม่มากนัก แต่น่าเสียดายว่าพื้นที่ตรงนี้ถูกไถกลบทำลายไปจนไม่เหลือทรากเสียแล้ว(เมื่อไม่นานปีมานี่เอง)พร้อมๆ “คฤหาสน์สีขาว” หลังใหญ่บนเนินเขาที่เคยโดดเด่นสง่างามซึ่งเคยเป็นที่ทำการ “สำนักงานป่าไม้เขต” แล้วเป็น “ป่าไม้จังหวัด” “ป่าไม้อำเภอ” และกลายเป็นที่ตั้ง “ศูนย์” ต่างๆของกรมป่าไม้ในปัจจุบัน พูดถึงอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง คนรุ่นเก่าที่นั่นบอกว่ามีเรื่องน่าเสียดายอยู่หลายอย่าง ที่เมืองนี้ต้องสูญเสียไปเพราะการขาด “วิชั่น” ของส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายในอดีต โดยเฉพาะอาคารโรงเรือนสำคัญๆยุคพระยารัษฎานุประดิษฐ์(คอซิมบี้) ตั้งแต่ตัวอาคารที่ว่าการอำเภอเก่า กลุ่มตึกแถวชิโนโปรตุกีสในตลาดที่ปล่อยให้มีการซ่อมแซมต่อเติมแบบขาดความรู้ความเข้าใจ ฯลฯ กลับมาที่เรื่องยางพารา ปัญหาราคายางพาราที่รูดลงมายาวนานจนถึงขั้น “ชาวสวนยางจะอดตาย” กันอยู่ในปัจจุบันนั้น กำลังจ่อคอหอยรัฐบาลนายกฯลุงตู่อยู่แบบน่ากลัว ที่จริงบรรดา “กุนซือ” ในรัฐบาลของลุงตู่ก็น่าจะรู้ดีว่าคนกลุ่มนี้เป็น “เด็กดี” ที่เชียร์ท่านนายกฯเป็นหลักมาตั้งแต่ต้น แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งพวกเขาก็คงต้องดิ้นหนีตาย ถ้าต้องการให้พวกเขาเปลี่ยนอาชีพ อย่างที่ท่านนายกฯลุงตู่ชอบพูด ก็คงต้องถามด้วยว่าว่าในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ท่านหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของท่านได้เตรียมการหรือทำอะไรให้พวกเขาได้เห็นได้รับเป็นรูธรรมกันบ้างเล่า ? โปรดอย่าลืมว่าชาวสวนยางรายย่อยคุ้นชินผูกติดกับ “วิถี” ยางพารามากันถึง 4-5 ช่วงคนกันเข้าแล้ว อยู่ๆจะให้เขาเปลี่ยนกันปุบปับได้อย่างไรเล่า?(โดยเฉพาะชาวสวนยางภาคใต้) ที่น่ากลัวก็คือ ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก(บังเอิญเป็นช่วงที่ “นักการเมือง” บริหารประเทศ)ราคายางพาราสูงและดีเสียจนพวกเขารื่นเริงบันเทิงใจเหมือนอยู่ในสวรรค์ พอรัฐบาลของนายกฯลุงตู่มาดูแล ก็เหมือนชีวิตพวกเขาค่อยๆลื่นไถลรูดลงนรกไปเรื่อยๆ... บรื้อ.....คิดแล้วคนหัวลุก...!!!!!