เส้นแบ่งความคิด สถาพร ศรีสัจจัง ใครที่ได้ดูรายการวิเคราะห์ข่าวของสถานีโทรทัศน์หลายช่องในคืนวันที่ 30 ตุลาคม 2560 คงจะเห็นข่าวคราว และภาพที่ไม่อยากเห็น นั่นคืออาการ “ระเบิดอารมณ์” เพราะ “สุดทน” กับการบริหารจัดการของทางการบ้านเมืองต่อชาวบ้าน (โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด) ที่อดทนเก็บอั้นกันมาตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2560 วันที่ชาวไทย และชาวโลก(ที่หูไม่หนวก/ตาไม่ฝ้าฟางและใจไม่บอด) ล้วนรู้ว่าเป็นวันสำคัญอย่างไรขนาดไหน ชาวบ้านเขาอดกลั้นอดทนโดยไม่แสดงอาการให้ระคายเคืองพระยุคลบาทจนผ่านวาระคืนวันแห่งพระราชพิธีเสด็จเสวยสวรรค์ คือหลังวันที่ 29 ตุลาคม ที่ระเบิดชัดเจน(เพราะเห็นข่าวในทีวี.) ก็คือที่จังหวัดชลบุรี กับที่จังหวัดนนทบุรีที่วัดบัวขวัญ ผู้วิเคราะห์ข่าวบางช่องบางคนแสดงอาการ “เต็มกลืน” กับคำแก้ตัวของผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีที่ว่า “ไว้แก้ตัวครั้งหลัง” ลึกๆในใจของนักวิเคราะห็ฝีปากคมท่านนั้นคงนึกปลงสังเวชในความไม่ประสีประสา และขาวุฒิภาวะของท่านผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจการจัดการสูงสุดในจังหวัด ที่จัดการให้ “พสกนิกรของพระองค์” ต้องมาเข้าแถวคอยเพื่อถวายดอกไม้จันท์นเป็นวันๆ แถมต้องเจ็บช้ำน้ำใจกับการเห็นภาพการแสดงตัวเป็น “อภิสิทธิ์ชน” ของบรรดาข้าราชการที่สามารถ “ลัดคิว” ชาวบ้าน ซึ่งรอกันอยู่เป็นเรือนพัน เข้าไปวางดอกไม้จันท์นได้ก่อนแบบหน้าตาเฉย “ไว้แก้ตัวคราวหลัง” นี่หรือคือคำพูดที่ใช้เพื่อการแก้ตัวกับเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ ที่ไม่รู่ว่าในรอบสักกี่ร้อยปีจะบังเกิดสักครั้ง ! ท่านผู้ว่าฯ ในยุคของนายกฯลุงตู่เราคิดว่าจะมี “คราวหลัง” ให้ท่านได้แก้ไขความบกพร่องจนทำให้ชาวบ้านเหลืออดเหลือทนอีกละหรือ? หรือนายกฯลุงตู่ก็ไม่เห็น ไม่รับรู้ ไม่เข้าใจว่า ความบกพร่องฉกรรจ์ของบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดในการ “จัดการ” ให้ราษฎรของพระองค์ท่าน “ไม่ได้รับความสะดวก” ในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ทำเป็นไม่เห็นหรือละเลยเสียได้ หรือเป็นอย่างที่เขาว่ากันว่า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในยุคนายกฯลุงตู่ส่วนใหญ่ล้วนเป็น “เด็ก” ตามเส้นสาย ได้รับการอุปถัมภ์กันเป็นอย่างดี ไม่มีใครกล้าวิจารณ์หรือกล้าพูดอะไร เพราะเป็นยุคลูกพี่เสียงดัง และปกป้องลูกน้องจนเป็นที่เล่าลือ เรื่องเกี่ยวกับการจัดการพระราชพิธีได้สุดห่วย โดยเฉพาะการไม่จัดการอำนวยความสะดวก ให้ประชาชนได้เดินทางเข้าวางถวายดอกไม้จันท์นอย่างสะดวก อย่างสมควรนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงสองจังหวัดที่ได้ดูข่าวในทีวี.เท่านั้น ต้องบอกว่าเกิดแทบจะทั่วไป! ที่สระบัว หาดสมิหลา จังหวัดสงขลานั้น ผู้เขียนบทความนี้เจอมาด้วยตัวเอง ไปรอแถวกลางแดดเปรี้ยงตั้งแต่ 9 โมงเช้า บ่าย 3 โมงเข้าแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นพระเมรุมาศจำลองเลย จะหาข้าวกินสักกระทงก็แสนจะยาก จะไปต่อคิวรอรับแจก คนที่มาคนเดียวและเป็นคนมีวัฒนธรรมก็ไม่กล้าแตกแถว เพราะถ้าไปรอคิวข้าว(มีจุดเดียวและแถวยาวเหยียด) แล้วจะเข้ามาแทรกทีหลังก็ย่อมละอายใจต่อสายตาที่จะถูกจ้องมอง ท่านนายกฯลุงตู่มีอำนาจ ไปไหนมาไหนมีแต่คนพินอบพิเทา มีแต่คนคอยประเคน คงไม่เข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ดอก! แต่เรื่องนี้ชาวบ้านเขายอมทนแดดทั้งวันก็ได้ แต่ก็เพราะพระบารมีในหลวงในดวงใจของพวกเขาหรอกนะ ไม่ใช่เพราะบารมีของใครโปรดอย่าเข้าใจผิด! เพียงอยากบอกลุงตู่ว่า ถ้ายังปล่อยให้เป็นเช่นนี้กันอยู่อีก อาการลุงตู่เองนั่นแหละที่ต้องบอกว่า “น่าเป็นห่วง” นี่ยังไม่พูดถึงอาการ “ยางพารา 3 โลร้อย” มาหลายวันแล้วที่ภาคใต้อีกนะ เรื่องนั้นก็จ่อคอหอยลุงอยู่ โปรดระวังด้วย!!!