เสร็จจากศึกในสภาผู้แทนราษฎร ได้ไม่ทันหายเหนื่อย ดูเหมือนว่ายังมี "ศึกใหญ่" รออยู่ ทั้งศึกใน และศึกนอก เหมือนกับนัดหมายกันมา "ถล่ม" รัฐบาล เสียอย่างนั้น !
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐบาลสามารถเอาตัวรอดมาได้ เมื่อ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท แทบไม่มีอะไรต้องลุ้น เพราะเสียงโหวตให้ความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯผ่านฉลุย มิหนำซ้ำยังกลายเป็นการตอกย้ำให้ฝั่งตรงข้ามอย่าง "ฝ่ายค้าน" ได้เห็นแล้วว่า แท้จริงแล้วมี "งูเห่า" อยู่ในพรรคของตัวเองกันไม่น้อย
แต่น่าสนใจว่า เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องรับมือ สำหรับศึกในสภาฯระลอกใหม่ คราวนี้ถูกโยนกลับไปที่ปม "การแก้รัฐธรรมนูญ" อันจะเป็นเรื่องร้อนๆที่บีบให้ทั้ง "ฝ่ายค้าน" และ "พรรคร่วมรัฐบาล" ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ ยิ่งเมื่อมีสัญญาณเรื่องการ "ยุบสภา" ผุดขึ้นเป็นระยะๆ จนไม่มีใครวางใจได้ว่า "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะยื้ออายุรัฐบาลไปได้จนครบเทอมหรือไม่
ดังนั้น เมื่อการยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่คือ "สนามประลอง" รอบใหม่ หากยังทู่ซี้ใช้ "กติกาเก่า" โดยไม่มีการรุกคืบผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้นได้ทันท่วงทีแล้ว โอกาสที่ "พรรคฝ่ายค้าน" โดยเฉพาะ พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล จะตกอยู่ในที่นั่ง "ฝ่ายค้านถาวร" ยิ่งเป็นไปได้สูงเท่านั้น !
ขณะเดียวกันใช่ว่า บรรดาพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ พรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา จะไม่ได้ผลกระทบ เพราะอย่าลืมว่า การเลือกตั้งบัตรแบบบัตรสองใบ ตาม "ธง" ที่พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล วางเอาไว้ในร่างเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ใช่ว่าจะไม่กระทบ ยังไม่นับรวมกรณีที่มี "250 ส.ว." อันเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กลับเข้ามานั่งนายกฯเป็นสมัยที่ 3 โดยที่ "คู่แข่ง" แทบจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม
แน่นอนว่า ทุกความเสียเปรียบที่พรรคการเมืองต่างๆมองเห็น จึงหวังว่าพวกเขาจะได้มีโอกาสแก้ไขกฎกติกาที่เอื้อ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งรอบหน้าเกิดขึ้น
นอกจากเกมแก้รัฐธรรมนูญที่รัฐบาลจะต้องรับมือแรงกดดันทั้งจากฝ่ายค้าน และ "3 พรรคร่วมรัฐบาล" ด้วยกันเองแล้ว ยังต้องไม่ลืมว่า "กลุ่มประชาชนคนไทย" นัดหมายเคลื่อนไหวขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ ให้ลุกออกจากตำแหน่งภายในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ เพราะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ นั้นเดินมาจนสุดทางการเมืองแล้ว และที่สำคัญนี่คือเวลาที่จะ "เปลี่ยนม้า" ได้แล้ว เพราะล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาโควิด อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องทุจริต ทั้งที่นายกฯประกาศให้การแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ แต่กลับแก้ไขปัญหาไม่ได้
การออกมาเคลื่อนไหวของ กลุ่มประชาชนคนไทย ที่นำหน้าโดย นิติธร ล้ำเหลือ ,ปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจ , ศิริชัย ไม้งาม อดีตแกนนำพันธมิตรฯ และ พิชิต ไชยมงคล อดีตแกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และแนวร่วมกลุ่ม กปปส.ได้สอดรับกับกลุ่มไทยไม่ทน ที่นำโดย " จตุพร พรหมพันธุ์" ประธานแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กำลังถูกจับตาว่า นอกเหนือไปจากการที่ "คนกันเอง" อย่างกลุ่มประชาคนไทย จับมือกับ จตุพร แกนนำคนเสื้อแดง ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนั้น "คนที่อยู่เบื้องหลัง" ที่กำลังปลุกเสียงเรียกร้อง "นายกฯคนนอก" ต่างหากที่ต้องนับว่า สนใจไม่น้อย
เพราะการเคลื่อนไหวเพื่อโยนหินลงมาถามทางว่า หากไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว พวกเขาต้องการ "ใคร" เข้ามาเป็นนายกฯคนนอก ทำหน้าที่ "นายกฯคนใหม่" ซึ่งดูเหมือนว่าข้อเสนอที่ว่านี้ อาจจะยิ่งทำให้ "ฝ่ายค้าน" มีแต่จะสูญเสีย เพราะเท่ากับ "โละทิ้ง" แคนดิเดตเดิมที่มีอยู่ไปด้วยหรือไม่
แต่ทั้งนี้ ฝ่ายเคลื่อนไหวขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ ยังเชื่อว่าชื่อนายกฯคนนอก นั้นอาจเป็น "ไพ่ใบสำคัญ" ที่จะใช้เล่นเกมการเมืองภาคสนามกันในช็อตต่อไป ส่วนจะ "ยืนระยะ" ยื้อกันไปได้นานแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง !