ความจำเป็นเร่งด่วนที่ รัฐบาลต้องเดินหน้าและหาทาง "ปลดล็อค" เพื่อผลักดันให้แผนการกระจายการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 เป็นไปตามเป้าหมายมากที่สุด คือการมุ่งไปที่การใช้ แขนขา จาก "ระดับท้องถิ่น" เข้ามาเป็นกลไกที่สำคัญ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและเป็นที่จับตามากที่สุด เมื่อภายหลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนวัคซีนซิโนฟาร์ม (Sinopharm) เป็นที่เรียบร้อย นำเข้าโดย บริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด เป็นวัคซีนโควิด 19 รายการที่ 5 ของประเทศไทย
ต่อมาทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดย " ศ. นพ.นิธิ มหานนท์" เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แถลงข่าวเรื่องการนำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์ม ซึ่งการนำเข้าวัคซีนจากซิโนฟาร์ม เพื่อช่วยเหลือคนไทยอีกด้าน เป็นทางเลือกจากวัคซีนหลัก อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือรัฐบาลในการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อช่วยประชาชนจากการแพร่ระบาดโควิด 19 โดยทาง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สามารถติดต่อได้เนื่องจากเป็นหน่วยงานรัฐ ก่อนประสานให้บริษัท ไบโอจีนีเทค ไปติดต่อ เนื่องจากถ้าเป็นบริษัทเอกชนไปติดต่อเอง ทางบริษัทผู้ผลิตจะไม่รับเจรจาด้วย
ศ.นพ.นิธิ ยังระบุในการแถลงข่าวด้วยว่า การยื่นขึ้นทะเบียนกับ อย. ทุกอย่างอยู่ใต้กรอบกฎหมาย มีเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ ส่วนสาเหตุที่ อย. อนุมัติในเวลารวดเร็วเพราะมีข้อมูลครบถ้วนอยู่แล้ว เป็นเอกสารเดียวกับที่ส่งให้องค์การอนามัยโลก WHO ทาง อย. จึงอนุมัติให้เป็นวัคซีนตัวที่ 5 ของพี่น้องประชาชน โดยคาดว่าจะนำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์ม จำนวน 1 ล้านโดส ในเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนจะเป็นวันไหนต้องรอดูเรื่องการขนส่งอีกครั้ง
แน่นอนว่าประเด็นที่เกิดขึ้นตลอดหลายวันนี้ คือการเคลื่อนไหวระดับท้องถิ่น ในหลายจังหวัดที่ผู้นำระดับท้องถิ่น "ขยับ" ออกโรงประกาศตัวว่าจะขอใช้งบประมาณท้องถิ่นเพื่อจองซื้อวัคซีน ซิโนฟาร์ม หวังที่จะนำไปฉีดให้กับประชาชนในจังหวัดของตนเองกันหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น อบจ.อยุธยา ที่พร้อมจะจองวัคซีนซิโนฟาร์ม จากราชวิทยาลัย นำไปฉีดให้พี่น้องชาวอยุธยา ,อบจ.สมุทรสาคร , อบจ.อ่างทอง , อบจ.ปทุมธานี , อบจ.ราชบุรี
ยังไม่นับรวมก่อนหน้านี้ที่ เทศบาลนครนนท์ ประกาศว่าพร้อมจะให้ความเห็นชอบผ่านงบประมาณ โดยสภาเทศบาลนครนนทบุรีไปแล้ว รอเพียงจะให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นซื้อได้ เทศบาลนครนนท์ ก็พร้อมที่จะดำเนินการได้เลย
จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการส่งเสียงจาก ระดับท้องถิ่นว่ามีความพร้อมทั้งในแง่งบประมาณของท้องถิ่นเองรวมทั้งบุคลากร ที่จะช่วยให้การฉีดวัคซีนกระจายไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดง ที่มีการระบาดของไวรัสอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ดี แม้ระดับท้องถิ่นจะส่งสัญญาณ ว่ามีความพร้อมแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ายังต้องเจอกับปัญหา เนื่องจาก "วิษณุ เครืองาม" รองนายกฯ ได้ระบุว่า ขณะนี้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนยังต้องการขายให้หน่วยงานภาครัฐ ส่งผลทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่สามารถติดต่อขอซื้อจากผู้ผลิตโดยตรง ดังนั้นถ้าเขาต้องการจะจัดซื้อในช่วงนี้ สามารถติดต่อหน่วยงานอย่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้
" ในอดีตยังไม่เคยเกิดกรณีเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อวันนี้เริ่มมีกรณีตัวอย่าง กระทรวงมหาดไทยสามารถนำมาพิจารณาและดำเนินการแก้ไขได้เอง เพราะเขามีคณะกรรมการที่รับผิดชอบตรงนี้อยู่แล้ว และกระทรวงมหาดไทยไม่ต้องเสนอเรื่องมาขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี"
อย่างไรก็ดี เมื่อประเด็นเรื่องที่ระดับท้องถิ่น ยังไม่สามารถซื้อวัคซีนได้โดยตรงนั้นยังติดอยู่ที่ต้นทางคือกระทรวงมหาดไทย โดย "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" ในฐานะเจ้ากระทรวง เองได้ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า กรณีการติดล็อกคำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่วินิจฉัยว่าระยะแรกเท่านั้นที่รัฐจะเป็นผู้ซื้อ อปท.และภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อโดยตรงได้
ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 7 พันกว่าแห่งส่วน อบจ. 76 แห่ง จัดซื้อวัคซีนได้ มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยออกระเบียบไว้ เมื่อมีโรคติดต่ออันตราย ให้ อปท.สนับสนุนการระงับการแพร่ระบาดได้ โดยสนับสนุนหน่วยงานของรัฐในการควบคุมโรคติดต่อ จะต้องประสานในทางปฏิบัติและด้านนโยบาย ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจขณะนี้คือกระทรวงสาธารณสุขและศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) หรือศบค.
ดังนั้นหากฟังจากมท.1แล้ว ชัดเจนว่า ต้องรอดูความชัดเจนจากศบค. ก่อน ซึ่งศบค. ก็มี "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกฯ เป็น ผู้อำนวยการศบค. โดยคาดว่าจะมีการพิจารณาประเด็นดังกล่าวในเร็วๆนี้
เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว วาระแห่งชาติของรัฐบาลที่ชูเรื่องการกระจายการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ให้ได้ตามเป้าหมาย 50 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ อาจจะต้องสะดุด อีกทั้งยังเป็นการสะดุดจากรัฐบาลเองซึ่งกำลังถูกมองว่า "ระดับท้องถิ่น" ล้อมรุกไล่ เข้ามาจนทำให้เห็นถึงปัญหาที่ควรจะมีทางออกโดยเร็วที่สุด แต่ก็อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะทำหรือไม่ และอย่างไร?