แสงไทย เค้าภูไทย
เรากำลังวิพากษ์กันเรื่องเซ็ทซีโร่พรรคการเมืองและกำจัดนักการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นตัวสร้างปัญหาให้บ้านเมืองจนทำให้ทหารออกมาโค่นรัฐบาล แต่ที่บราซิล รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ครองอำนาจมา 3 วาระถูกโค่นด้วยการโหวตถอดถอนหรือ Impeachment ประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งบ้านเรา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเช่นกัน
แต่แม้จะล้มรัฐบาลสำเร็จ มีการเลือกตั้งใหม่ ฝ่ายจ้องล้มรัฐบาลที่ถือว่าเป็นกลไกของระบอบทักษิณ กลับไม่ยอมรับ เพราะเชื่อว่า เลือกตั้งใหม่ เพื่อไทยก็กลับมาอีก จึงเคลื่อนไหวเป็นม็อบกลางถนน เกิดจลาจลวุ่นวายชักจูงทหารเข้ามาทำรัฐประหารอีกครั้ง คสช.กุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จ
วันนี้ คสช.กำลัง “คืนประชาธิปไตย”ให้คนไทย โดยกำหนดโรดแม็พเป็นเดือนธันวาคมปี 2560 เป็นช่วงเลือกตั้งกระบวนการคืนประชาธิปไตยให้คนไทยของคสช.ดูรูปแบบแล้ว คลับคล้ายคลับคลากับ โมเดลที่ทักษิณ ชินวัตร ให้ใว้แก่คณะเผด็จการทหารปกครองเมียนมาร์ที่มีนายพลตาน ฉ่วยเป็นพี่ใหญ่ฮุนต้าพม่าทนแรงกดดันจากภายนอกไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรอบการเป็นประธานอาเซียนจะมาถึง จึงอยากจะคืนความเป็นประชาธิปไตยให้แก่ชาวพม่าอย่างที่ไม่เกิดแรงตีกลับเข้าตัวเป็นการลงจากหลังเสืออย่างสง่างาม
จึงได้ขอคำแนะนำจากทักษิณ ซึ่งแอบมาเยือนอย่างลับๆเงียบๆบ่อยๆช่วงเริ่มต้นทวายโปรเจคต์ทักษิณแนะนำให้ปล่อยตัวนางอ่องซาน ซูจีเป็นอิสระแล้วเปิดให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีคณะนายพลพม่าตกใจกันใหญ่ บอกว่าเลือกตั้งเมื่อใด ซูจี ก็ชนะเมื่อนั้น ทักษิณแนะนำให้ร่างรัฐธรรมนูญจำกัดสิทธิซูจีและให้ใช้อำนาจรัฐในการกำหนดทิศทางการเลือกตั้งและการลงคะแนนเสียงทักษิณบอกว่า การลงเลือกตั้งครั้งแรกของ เขา เขาไม่มีอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือเหมือนฮุนต้าพม่า แต่กลับชนะเลือกตั้งได้อย่างถล่มทลายฮุนต้าพม่าได้ฟังคำแนะนำของทักษิณแล้วก็เห็นทางสว่าง
จึงจัดการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ โดยชูนายพลเต็ง เส่ง นายทหารนอกราชการที่มีภาพลักษณ์ดีที่สุดเป็นหัวหน้าพรรคทหาร แล้วก็ได้ชัยชนะ เป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกในรอบครึ่งศตวรรษฮุนต้าหรือคสช.พม่าค่อยๆเลือนหายไปจากหน้าฉากการเมือง การปกครองของเมียนมาร์ มีภาพประธานาธิบดีเต็งเส่งผู้สมถะขึ้นมาแทนอยู่จนครบเทอม 5 ปีแล้วก็จัดการเลือกตั้งเสรีแบบเสรีจริงๆ
ไม่มีอำนาจรัฐไปยุ่งเกี่ยวกับคะแนนเสียงหรืออิทธิพลใดๆ เพราะนายพลเต็ง เส่งได้ทำหน้าที่แทนฮุนต้าโดยสมบูรณ์แล้ว และเมื่อพ้นจากตำแหน่ง ท่านก็บวช เป็นการแสดงออกถึงการล้างมือทางการเมืองอย่างถาวรและอย่างสง่างามพรรคของนางซูจีชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น แต่ตนเป็นประธานาธิบดีไม่ได้ เนื่องจากติดล็อกรัฐธรรมนูญซึ่งระบุว่า ผู้ที่จะเป็นประธานาธิบดีของเมียนมาร์จะต้องไม่เป็นผู้มีคู่สมรสเป็นชาวต่างด้าวออกแบบมาเพื่อจำกัดบทบาทนางซูจีโดยเฉพาะจึงต้องเอาที่ปรึกษาและคนใกล้ชิดนางซูจีขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทน
ส่วนนางซูจีเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่ก็หน้าที่ไม่ต่างไปจากประธานาธิบดีคสช.จะนำรูปแบบของการเมืองในบริบทถ่ายโอนอำนาจ มาสู่พลเรือนในลักษณะนี้ เช่นกันหรือไม่ ?เพราะมีการพูดถึงกรอบเวลาในการเปลี่ยนถ่ายไว้ 5 ปีเท่ากันซ้ำยังจะมีการ “เซ็ทซีโร่” ยุบพรรคการเมืองทุกพรรคให้ไปตั้งต้นกันใหม่ที่เลข 0เพราะยังกังวลว่า หากมีการเลือกตั้งใหม่ภายในปี 2560 พรรคการเมืองไม้เบื่อไม้เมากับทหารคือเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งอีก ประชาธิปัตย์มาอันดับ 2ซ้ำรูปแบบเดิมๆที่เป็นมาตั้งแต่ ปี 2541
แสดงว่าที่ทหารเข้ามาปฏิรูป มาทำอะไรต่อมิอะไรใช้มาตรา 44 ไปทั่วนั้น ไม่ได้ทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนหน้าตาไปทางใดเลยเป็นแค่มาขัดจังหวะเท่านั้นยิ่งเซ็ทซีโร่ ยิ่งจะเข้าทางเพื่อไทยหรือพรรคทักษิณเพราะนักการเมืองที่เคยสังกัดพรรค จะเป็นอิสระทั้งหมด พรรคไหนเงินหนา ให้ทุนรอนในการใช้จ่ายระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มไม้เต็มมือ นักการเมืองตัวเด็ดๆก็จะไปเข้าสังกัดพรรคนั้นๆไม่ถือเป็นการซื้อตัว หากแต่เป็นการเป็นการลงทุนเบื้องต้น เพราะแม้จะออกแบบรัฐธรรมนูญที่มุ่งป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ทว่าตราบใดที่มีการลงทุนในการให้คามรู้และจิตสำนึกในประชาธิปไตยไม่เพียงพอและถูกทางแล้วผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงก็ยังไม่มีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือก ส.ส.อย่าแท้จริง
โพลต่างๆที่มีผลสรุปว่าประชาชนเชื่อมั่นละชื่นชอบผลงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และทหารนั้น หากทำขึ้นช่วงมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งแล้ว อาจจะไม่ได้ตัวเลขตามที่ทำโพลกันวันนี้ก็ได้ถ้าคิดย้อนว่า หากคสช.ไม่ทำโปรประกันดาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันแรกที่ยึดอำนาจรัฐ คนไทยก็อาจจะไม่คุ้นเคย ชื่นชมพลเอกประยุทธ์อย่างในขณะนี้หรือถ้าปล่อยให้ ยิ่งลักษณ์ชินวัตร เดินสายโชว์สวยไปทั่วทุกจังหวัด แม้แต่ภาคใต้เขตอิทธิพลของ ปชป.และกปปส. ก็อาจจะกลบกระแสนิยมของ พลเอกประยุทธ์ได้
ยิ่งลักษณ์ก็เลยถูกคสช.จำกัดพื้นที่และกิจกรรมที่ส่อไปในทางกระตุ้นความนิยมส่วนการนำผลการลงประชามติเป็นตัววัด ก็ยังวัดไม่ได้ เพราะคนมาลงคะแนนเสียงน้อยมาก ยังต่ำกว่าการเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่แล้วถึงกว่า 20%พรรคที่คิดจะชูพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ต้องไปศึกษาบทเรียนการเลือกตั้งปี 2535แม้พลเอกสุจินดา คราประยูร จะเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน พูดอะไรก็มีน้ำหนัก เป็นคติ โดยเฉพาะประโยคทอง “คำพูดเป็นนายเรา”แต่ประชาชนชื่นชอบในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ไม่ได้ชอบในฐานะนายกฯ
เมื่อ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” คำพูดที่เป็น “นาย” ก็กลับมารัดคอตัวเองบทเรียนนี้สามารถนำมาใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดีอย่าเอากรอบเวลา 5 ปีของนายพลเต็ง เส่งมาเป็นรูปแบบในการคืนประชาธิปไตยให้แก่ประเทศไทยเพราะ 5 ปีของพม่านั้น เขาคูณด้วย 10 เป็น 50 ปีที่คนพม่ารอคอยจะอีก 5 ปีบวกเข้าไป เขาก็รอคอยได้แต่ของเรานั้น อย่าวาแต่ 5 ปีเลย แค่ 3 ปีนี้ก็เริ่มอึดอัดกันแล้ว โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจเอกชนนั่งกอดทุนกว่า 1 ล้านล้านบาทไม่ยอมลงทุนหรือขยายการลงทุนรอเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ใช่เพราะอยากลงคะแนนเสียงหรืออยากลงเลือกตั้งเหมือนนักการเมือง
หากแต่รอให้การเลือกตั้งปลดล็อคไทยจากการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ เหตุผลมีเท่านี้