รัฐบาล คสช. คงจะโล่งอกเมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หนีออกนอกประเทศ ต่อไปนี้การทำงานมวลชนย่อมง่าย แม้การหยั่งเชิงเหยียบแดนอีสานของพลเอกประยุทธ์ จัทนร์โอชา สัปดาห์ก่อนจะดูราบรื่นชื่นชม แต่กระบวนการจัดฉากของข้าราชการส่วนท้องถิ่นลักษณะนี้มีมาทุกยุคทุกสมัย อันที่จริงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหนีคดี มีการชี้โพรงให้กระรอกมาแล้วตั้งแต่ต้น แต่มวลชนเสื้อแดงและ “โปรทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ยังหนาแน่น และยิ่งทวีในทุกครั้งที่มีการขึ้นศาล ทำให้แกนนำเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยยืนหยัดให้เธอสู้คดีต่อ เพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าจะพิสูจน์ผิด-ถูกทางกฎหมาย ยิ่งถ้ายิ่งลักษณ์ติดคุกด้วย ก็ยิ่งเข้าทาง เพราะสื่อมวลชนต่างประเทศ วิเคราะห์กันแล้วว่า หากเธอถูกศาลตัดสินจำคุก เธอจะมีสถานะเป็น “อ่อง ซาน ซูจี” วีระสตรีประชาธิปไตยของพม่า ของประเทศไทย นางอองซาน ซูจี แม้ไม่ติดคุกหากแต่ถูกกักบริเวณอยู่แต่ในบ้านเป็น “house arrest “ แต่อิทธิพลของเธอก็ทำให้นานาชาติปิดล้อมพม่าและกดดันจนในที่สุดฮุนต้า คณะปกครองเผด็จการทหารพม่าต้องยอมเปิดทางสู่ประชาธิปไตย ในที่สุด ถ้าโรดแม็พประชาธิปไตยของไทยออกมาในรูปนี้อย่างที่รัฐบาลคสช.กำลังทำอยู่ คนไทยก็อาจจะมีนายกรัฐมนตรีชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปอีก 4-8 ปี แต่การกักตัวหรือจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นแบบจำกัดบริเวณที่บ้านแบบนางอ่องซานซูจี โดนหรือจำคุก ก็ไม่เป็นผลดีนัก ยิ่งถ้าฝรั่งเอาไปยกย่องจนเธอจะกลายเป็นวีระสตรีประชาธิปไตยขึ้นมาจริงๆ การสืบทอดอำนาจของคสช.ก็ยิ่งยากหรืออาจจะไปต่อไม่ได้ เพราะประชาชนที่นิยมชมชอบเธอยังสามารถสัมผัสเธอได้ จากการยกขบวนไปเยี่ยมที่เรือนจำหรือจากการเผยแพร่ข่าวคราวของพลพรรคเสื้อแดง จะใช้ยิ่งลักษณ์ปลุกกระแส เลี้ยงกระแสกันไว้ตลอด เพราะสังคมโลก ให้การยอมรับรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลเผด็จการทหาร เท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ ก็เป็นข้อพิสูจน์กันแล้วว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์และคสช.ถูกโลกภายนอกมองอย่างไร ดังพาดหัวบทวิเคราะห์ เผยแพร่เมื่อวันที่ศาลนัดฟังคำพิพากษา “Thailand s Lawless Junta Versus Yingluck Shinawatra: Uses Courts to Punish Political Opponents ByDoug Bandow , Contributor” เป็นบทวิจารณ์ตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า ต่างชาติมองไทยในลักษณะเดียวกันกับที่มองพม่าเมื่อ 10-20 ปีก่อน การถูกโลกตะวันตกและชาติประชาธิปไตยตะวันออกมองเช่นนั้น ผู้มีอำนาจบ้านเราอาจจะแถไปว่า บ้านของเรา เราจะทำอะไร อย่างไรก็ได้ ไม่ใช่ธุระของคนนอก ก็จริงอยู่ แต่ให้หันดูพม่า ว่าการมีรัฐบาลทหารทำให้พม่าถูกปิดกั้นอย่างไร จากประเทศที่เคยได้ชื่อว่า Rice Bowl of Asia “อู่ข้าวแห่งเอเชีย” กลายเป็นประเทศยากจน เป็นประเทศล้าหลังถูกเรียกว่า “New Sick Man of Asia” คนที่ 2 โดยคนแรกที่ถูกเรียกสมยานี้คือฟิลิปปินส์ ที่ปกครองด้วยเผด็จการนายพลเฟอร์ดินานด์ อี.มาร์กอส Sick Man of Asia หรือ Sick Man of East Asia คนแรกคือจีนในศตวรรษที่ 19 การเป็นคนป่วยแห่งเอเชียของพม่าเกิดจากการถูกปิดกั้นหรือบอยค็อตจากโลกภายนอก พม่าจำต้องหันไปพึ่งจีนที่มีพรมแดนติดต่อกันและไม่สนใจต่อระบอบการปกครอง สนใจแต่ผลประโยชน์ ทุนจีนเข้ามากอบโกยตั้งแต่น้ำมัน ก๊าซไปจนถึงผลผลิตเกษตร จนประชาชนพม่าทนไม่ได้ออกมาเดินขบวนขับไล่ เมืองไทยถ้าทำแบบพม่า ก็คงจะไม่พ้นเป็นคนป่วยแห่งเอเชียคนใหม่อีกคน ซึ่งขณะนี้บรรดานักจิตวิทยา นักสังคมศาสตร์ต่างก็ลงความเห็นตรงกันว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยูในสภาพสังคมป่วย เมื่อต้องกลับมาเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ แต่ถ้ายังคงมียิ่งลักษณ์เป็นตัวดึงดูดคะแนนนิยมจากพื้นที่คะแนนเสียงของเพื่อไทยอยู่ ก็ยากที่คสช.จะสืบทอดอำนาจได้ เลือกตั้งเมื่อใด เพื่อไทยก็กลับมาอีก รัฐประหารคราวนี้ ก็เสียของอีก แม้จะออกแบบสภาล่าง สภาบนและรัฐธรรมนูญมาอย่างไร วิสัยของนักการเมือง ย่อมจะพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหรือแปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่ตนต้องการได้เสมอ ยิ่งลักษณ์จึงอยู่ในประเทศไทยไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นผึ้งนางพญาศูนย์รวมจิตใจของพลพรรคเพื่อไทย เพราะแม้ขบวนการเสื้อแดงจะดูสงบเรียบร้อยดี แต่ก็คงจะเป็นเพราะมีอำนาจทหารคอยสยบอยู่ แต่จากการที่มีการยกขบวนมวลชนมาให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ทุกครั้งที่ขึ้นศาล และยิ่งนาน ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ย่อมแสดงว่า พลังของมวลชนพร้อมเคลื่อนไหวทางการเมืองของเพื่อไทยยังมีอยู่หนาแน่นเหมือนเดิม การเดินทางไปประชุม ครม. สัญจรที่โคราชเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นเสมือนการหยั่งกำลังศึกแดนอีสานที่โคราชเปรียบเสมือนประตูสำคัญนั้น นอกจากชิมลางสร้างคะแนนนิยมแล้ว ยังเป็นการประกาศตนแบบกลายๆ ว่า พลเอกประยุทธ์ จะเข้าสู่สนามการเมืองในการเลือกตั้งตามโรดแม็พปีหน้า จะลงสนามด้วยตนเองแบบพลเอกเกรียงศักด์ ชมะนันท์ หรือจะลอยตัวแบบพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รอให้เลือกตั้งเสร็จแล้วหาใครมาเป็นนายกฯไม่ได้ ต้องมาเชิญคนกลางไปเป็น ถ้าเลือก “เกรียงศักดิ์โมเดล” จะต้องเหนื่อยและทุ่มเทอย่างหนัก อย่างเลือกตั้งปี 2522 นั้นเกิด “โรคร้อยเอ็ด” คือมีการซื้อเสียงกันมโหฬารที่ร้อยเอ็ด เจอพรรคกิจสังคมที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคเข้า ก็แทบจะเอาตัวไม่รอด แต่ถ้ามาสูตรสำเร็จแบบ “เปรมโมเดล” ก็จะต้องทำให้เกิดภาวะ “เสียงแตก” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า การหยั่งเสียงและคะแนนนิยมในพรรคการเมืองอย่างลับๆหลายครั้ง พบว่า คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยยังนำห่างประชาธิปัตย์ จนแทบจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียวหรือแค่ 2 พรรคได้ โจทย์จึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้เสียงในแดนเสื้อแดงแตกได้? การเด็ดหัวแกนนำแดงด้วยกลไกกฎหมาย การจัดการกับบุคคลที่เป็นศูนย์รวมจิตใจคนเสื้อแดงล้วนเป็นกลยุทธที่ต้องทำให้เห็นผลประจักษ์ก่อนเลือกตั้งตามโร้ดแม็พปีหน้า เข้าใจกันว่า หากกำจัดคนเหล่านี้หมด เสียงของคนเสื้อแดงจะแตกเป็นเสี่ยงๆ พรรคนอมินีของคสช.ก็จะสามารถแทรกเข้าไปแทนที่เพื่อไทยได้ แกนนำเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่เป็นหัวคะแนนและอดีตส.ส. เพื่อไทยจึงต้องเดินเข้าคุกกันระนาว หรือไม่ก็หนีไปต่างประเทศ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เป็นเยี่ยงนี้แล้ว คะแนนเสียงของเพื่อไทยจะแตกเป็นเสี่ยงๆไหม ? หมดยิ่งลักษณ์แล้ว คงหมดประเด็นการเมือง มีก็แต่ประเด็นเศรษฐกิจเท่านั้นเป็นจุดชี้เป็น ชี้ตาย แสงไทย เค้าภูไทย