เมื่อ ศึกสำคัญมาถึง และยัง “เข้าทาง” พรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง 6พรรคที่จะได้ใช้เวลา4วัน4คืน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ด้วยกันถึง “10รัฐมนตรี” ประเดิมกันที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งคาดว่า ฝ่ายค้านจะใช้เวลาไปกับการซักฟอก “หัวหน้ารัฐบาล” มากกว่าใครเพื่อน และคาดว่าจะปิดท้ายกันที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในครั้งที่แล้ว ปรากฎว่า ร.อ.ธรรมนัส โดนส.ส.พรรคก้าวไกล “ถล่มหนัก” ก่อนที่ต่อมาเจ้าตัวจะเตรียมเอกสารมาชี้แจง ทั้งในที่ประชุมสภาฯ และเผยแพร่กับสื่อมวลชน จนมีเสียงสะพัดว่า ร.อ.ธรรมนัส รู้ข้อสอบ ได้อย่างไรกันมาแล้ว ศึกในสภาฯ คือวาระร้อน ที่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ต้องเผชิญ เสมือนเป็น “พิธีกรรม” ที่จัดขึ้นซึ่ง ดูเหมือนว่า บิ๊กทหารที่แปรเปลี่ยนมาสู่รัฐมนตรี ก็เริ่มคุ้นชินและ “รับมือ” จนเรียกว่า “รู้ทาง” วิถีนักการเมืองกันเสียแล้ว แต่ที่น่าหนักใจ และไม่อาจวางใจคือการเคลื่อนไหวของ “ม็อบราษฎร” เมื่อล่าสุด “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โพสต์เชิญชวนมวลชนให้ไปรวมตัวชุมนุมใหญ่กันที่ 5จุดสำคัญๆในกทม.ได้แก่ 1.ศาลรัฐธรรมนูญ2.กระทรวงยุติธรรม3.ศาลอาญารัชดา4.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ 5.สำนักนายกรัฐมนตรี สอดคล้องกับการรายงานของ “เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ” หรือสมช. จาก “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้รายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า จะมีการจัดชุมนุมขนาดเล็กทั่ว กทม. โดยในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจจะจัดชุมนุมต่อเนื่อง โดยจับตา 3 จุดสำคัญคือ ทำเนียบฯ รัฐสภา และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยประเมินว่า ความเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภาฯจะเข้มข้นขึ้น ฝ่ายค้านจะเน้นสร้างกระแสสังคม เน้นเรื่องที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน ส่วนในโซเชียลมีเดียจะสร้างกระแสเรื่องมาตรา 112 เรื่องการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล แสวงผลประโยชน์จากสถานการณ์ในเมียนมาโดยสอดแทรกเรื่องการเมืองไทยไปด้วย หมายความว่า การเปิดเกมบุกจาก “6 พรรคฝ่ายค้าน” จะเป็นไปในลักษณะ “คู่ขนาน” ไปกับ “ม็อบราษฎร” นอกสภาฯ “ชนวนร้อน” จะถูกจุดขึ้นทั้งในและนอกสภาฯ โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างรับไม้ ส่งไม้ ล้อมกรอบรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ในเวลาเดียวกัน แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นไปได้ทั้ง บวกและลบ ต่อรัฐบาลและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พรรคร่วมรัฐบาล” ด้วยกันเองว่า เมื่อ ถึงคราวคับขันเช่นนี้ จะช่วยกัน “พายเรือ” หรือไม่ และอย่างไร เพราะอย่าลืมว่า สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ “ย้ำ” อยู่หลายครั้ง คือการพูดถึง การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขอให้ทุกพรรคไม่ว่าจะมีรัฐมนตรีของพรรคตัวเองโดนยื่นอภิปรายหรือไม่ ก็ต้องช่วนกันทุกทาง เมื่อวันนี้ ทั้ง “การบ้าน” คือการเร่งแก้ไข ให้ความช่วยเหลือและเยียวยาพี่น้องประชาชนผ่านมาตรการต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจ แล้วยังโดน “พิษโควิด-19” มากระหน่ำซ้ำ ให้ลุล่วง ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดแล้ว ทางด้าน “การเมือง” ทุกฝ่ายก็ต้องร่วมมือกัน ยิ่งเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ เล่นทิ้งท้าย สะกิดเตือนไปยังรัฐมนตรีทุกคน จากทุกพรรคในรัฐบาล เอาไว้อย่างน่าคิดในการประชุมครม. ล่าสุดว่า “ขอความร่วมมือทุกท่านทำทั้งการบ้านและการเมือง การเมืองคือ ดูแลประชาชนให้ดี ผมจะพิจารณาเป็นรายพรรคไปถ้ามีปัญหา” นั่นหมายความว่า ศึกอภิปราย 4 วัน4คืนรอบนี้ ยังถือเป็นการ “ทดสอบ” เพื่อที่จะประเมินกันต่อไปว่า ควรจะมีการ “ปรับ ครม.” เพื่อ “เช็กบิล” ตามมาหรือไม่ หากเกิดรายการ “แทงข้างหลัง” กันเอง !?