และแล้วก็เป็นไปตามความคาดหมายเมื่อ มติจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา ทั้งส.ส.และส.ว.ออกมาชัดเจนว่า ที่ประชุมเห็นด้วย 366 ต่อ 315 งดออกเสียง 15 ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560
แน่นอนว่าเมื่อผลออกมาในทิศทางเช่นนี้ ย่อมสะท้อนได้ว่า เกมยกนี้ "พรรคพลังประชารัฐ" ที่จับมือกับวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ สามารถผลักดันให้ชัยชนะยกแรกตกเป็นของฝ่ายรัฐบาลได้เบ็ดเสร็จ เพราะนั่นหมายความว่า เส้นทางที่จะทอดไปสู่เป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560ให้ลุล่วง ยิ่งยาวไกลออกไป
แม้หลายต่อหลายฝ่ายยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป ก็ตาม แต่ในระหว่างนี้ "ฝ่ายค้าน" ตลอดจน "ซีกพรรคร่วมรัฐบาล" อย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนาเองที่ประกาศท่าทีชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่ คนของพรรคพลังประชารัฐ อย่าง "ไพบูลย์ นิติตะวัน" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จับมือกับ "สมชาย แสวงการ" ส.ว. ประสานมือ ร่วมกัน "ขยับ" ให้เกมเดินมาสู่การพิจารณาจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา มีมติให้ความเห็นชอบส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด จนได้ในที่สุด
สำหรับ "6 พรรคฝ่ายค้าน" นั้นคงไม่ต้องบอกก็แจ่มชัดอยู่แล้วว่ารู้สึกผิดหวัง กับมติคะแนนโหวตในที่ประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 ก.พ.นี้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล ที่ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ "เป็นรายมาตรา" หากแต่ต้องการ "รื้อโละ" ทั้งฉบับ
เพราะมองว่ารัฐธรรมนูญ 2560คือ "รัฐธรรมนูญฉบับคสช." เกิดขึ้นโดย คสช. เพื่อ "เอื้อ" ต่อ "บิ๊กคสช." หลังการทำรัฐประหารในปี 2557 จนมาถึงภาคต่อ เมื่อปรับโหมดเข้าสู่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในยุค "ประยุทธ์2/2"
" ได้พยายามทำเต็มที่แล้ว ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นแนวทางที่รัฐบาลต้องการยื้อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าออกไป ผมไม่ทราบว่าพรรคที่เห็นด้วยกับญัตตินี้ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.หรือพรรคพลังประชารัฐ คงต้องไปตรวจสอบย้อนหลังดูถึงความจริงใจในการที่จะร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ แบบที่เคยพูดเอาไว้" สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวร่วมกับแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน
"การลงมติวันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่า เป็นการพาประเทศไปสู่ทางตัน ซึ่งประชาชนในประเทศนี้ ไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญของตนเองได้ สิ่งที่จะฉีกรัฐธรรมนูญได้คือการปฎิวัติเท่านั้น" พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุ
อาการผิดหวัง อย่างแรงจากฝ่ายค้าน กำลังสะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว "250 ส.ว." ยังคงเป็น "อาวุธร้ายแรง" ที่สร้างความได้เปรียบให้กับ พรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง "พรรคพลังประชารัฐ" และพรรคการเมืองในขั้วรัฐบาลอย่างชัดเจน
อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นความวิตกกังวลของพรรคก้าวไกลมากกว่าใคร เพราะอย่าลืมว่า นอกเหนือไปจากความต้องการแก้รัฐธรรมนูญฉบับคสช. ฉบับนี้เพื่อตอบโจทย์ทางการเมืองให้กับ "พรรคการเมือง" ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาลของ "3ป." แล้ว อย่าลืมว่า การสานต่อ "ข้อเรียกร้อง" จาก "ม็อบราษฎร" ที่ชุมนุมเคลื่อนไหวกดดันให้พรรคพลังประชารัฐและ 250 ส.ว. ต้องยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นคือ "ภารกิจ" ที่พวกเขาต้องออกแอคชั่นให้สอดรับกับ "กลุ่มการเมืองภาคประชาชน" ในนามม็อบราษฎร ให้ได้มากที่สุด ในฐานะ "แนวร่วมพันธมิตร" การเมืองนอกสภาฯ
ดังนั้นสถานการณ์เช่นนี้ จึงเท่ากับว่า โจทย์ข้อยาก งานหินกำลังพลิกกลับไปอยู่ที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล !