ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ที่ถูกกำหนดเอาไว้บนปฏิทินการเมือง ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 16 -19 ก.พ.นี้ ถือเป็น “วาระพิเศษ”ส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภา สมัยสามัญประจำปี 2563 ในวันที่ 1 มี.ค.นี้ ได้กลายเป็น “เชื้อชนวน” ชั้นดีที่ กำลัง “เขย่าขวัญ” ฟากรัฐบาล ด้วยกันเอง มากกว่าใคร ! ยิ่งเมื่อ มีความเคลื่อนไหวจาก แกนนำพรรคพลังประชารัฐด้วยกันเอง ที่พากัน “เปิดศึก”ฟาดกันเอง จนถึงขั้นที่ว่า แกนนำจากพรรคก้าวไกล อย่าง “วิโรจน์ ลักขณาอดิสร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล ออกมาบอกเองว่า รัฐมนตรีที่จะได้รับคะแนนโหวตไว้วางใจน้อยที่สุด คือ “ครูตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นั่นเอง เพราะ “คนในพรรค”ออกอาการไม่ปลื้ม “ ผมบอกให้ก็ได้ว่า ข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เตรียมไว้ บางส่วนผมได้มาจาก ส.ส.พลังประชารัฐหลายคน ดังนั้น นายวิโรจน์ขอทำนายไว้ล่วงหน้าเลยว่ารัฐมนตรีศึกษาธิการจะได้คะแนนไว้วางใจน้อยที่สุดในศึกซักฟอกรอบนี้” (7 ก.พ.64) จะจริงเท็จประการใด แต่อีกด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี รอบนี้ไม่ต่างไปจาก “คลื่นลม” ที่โถมเข้าใส่ ทั้งขั้วพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “หวาดระแวง” คนกันเอง เพราะไม่รู้ว่าใคร เป็นใคร เพราะนาทีนี้ “งูเห่า” เป็นไปได้ทุกสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปที่ พรรคพลังประชารัฐในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล จะยิ่งเห็นว่า เมื่อยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ยิ่งพบว่า “ความขัดแย้ง” ที่ปะทุขึ้นอยู่ภายในพรรค จากความไม่พอใจกันเอง ระหว่างกลุ่มก๊วนการเมืองได้ถูกนำมาใช้เป็น การต่อรอง ไปพร้อมๆกับการ “เอาคืน” ด้วยการ “ยืมมือฝ่ายค้าน” ถล่มรัฐมนตรีที่ขั้วตัวเองไม่พอใจ อย่าลืมว่า แท้จริงแล้วนอกเหนือไปจากไฮไลต์การเกมถล่มกันกลางสภาฯ ที่ฝ่ายรัฐบาลเอง ต้อง “เก็งข้อสอบ”ที่จะออกให้ถูกเพื่อเตรียมรับมือแล้ว ช็อตเด็ด ยังต้องลุ้นกันต่อไปว่า “บาดแผล” จากการโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน ทั้ง “6พรรค” จะถูกนำไปใช้เป็น “เงื่อนไข” ที่นำไปสู่การ “ปรับครม.” เกิดขึ้นตามมาหรือไม่ ? หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เคยปฏิเสธคำถามจากสื่อมวลชนมาแล้ว เมื่อถูกถามว่าจะมีการปรับครม.หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจบลงหรือไม่ แน่นอนว่าการออกมาปฏิเสธ จาก “ผู้นำรัฐบาล” อาจไม่สามารถ “เบรค”ความวุ่นวาย และความขัดแย้งที่สะสมอยู่ภายในพรรคพลังประชารัฐ จะสงบลงได้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อความเป็นจริง การดำรงอยู่ภายในพรรคพลังประชารัฐนั้นต่างไม่เป็นเอกภาพ จนทำให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและในฐานะหัวหน้าพรรค ต้องออกมาขยับส่งสัญญาณปรามอยู่เป็นระยะๆ แต่เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เป้าโจมตีของพรรคฝ่ายค้าน นอกเหนือไปจากพล. อ.ประยุทธ์ แล้วยังน่าสนใจว่า มีการโยนชื่อ รมว.ศึกษาฯ คือณัฎฐพล เข้ามากลางวง ยิ่งเมื่อมองไปถึงความวุ่นวาย การแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีภายในพรรคพลังประชารัฐแล้ว ยิ่งพบว่า หากการเขย่าเก้าอี้รัฐมนตรีตัวใดตัวหนึ่ง ได้เป็นผลสำเร็จ จนนำมาซึ่งการปรับเปลี่ยน ถึงขั้น “ปรับครม.” ก็ต้องนับว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ที่จะมีการยืมมือฝ่ายค้าน เขี่ยกันเอง !!