มีความเคลื่อนไหวของสภาองค์การลูกจ้างสภาพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอให้ปรับหลักเกณฑ์การเยี่ยวยาโครงการ “เราชนะ” ให้ครอบคลุมแรงงานในระบบประกันสังคม มาตรา 33 และลูกจ้างภาครัฐ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ ที่ว่า “การช่วยเหลือที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ขณะที่ก่อนหน้านี้ มีข้อสังเกตของนายนณริฏ พิศลยบุตร นักเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ต่อการจ่ายเงินเยียวยาในโครงการ "เราชนะ" ของรัฐบาล ที่จ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 ยังมีลักษณะเป็นการจ่ายเงินในลักษณะหว่านแห โดยระบุ แม้รัฐบาลจะบอกว่ามีการใช้มาตรการคัดกรองในรูปแบบ "Exclusion list" ซึ่งจะมีการคัดกรองผู้ที่ควรจะได้รับสิทธิ์ในระดับหนึ่งแต่เมื่อใช้วิธีการคัดกรองในระดับนี้ก็จะยังมีผู้ที่ได้รับเงินเยียวยาจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นผู้เดือดร้อนจริงแล้วสมควรได้รับเงินเยียวยา หรืออาจจะไม่ใช่ผู้ที่สมควรได้รับเงินเยียวยาก็ได้ นักเศรษฐศาสตร์ ทีดีอาร์ไอ มองว่า การแจกเงินแบบนี้มีข้อดีคือสามารถจัดสรรเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็ว แต่ข้อเสียก็คือจะมีคนที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจำนวนมากทำให้เป็นภาระต่องบประ มาณมาก และงบประมาณที่ใช้จ่ายลงไปมากก็ไม่สามารถที่จะจ่ายให้กับคนที่มีความเดือดร้อนจริงๆได้ทั้งหมดอาจมีคนที่ไม่สมควรได้เงินเยียวยา เนื่องจากมีรายได้ดีแต่ได้รับประโยชน์จากการเยียวยาไปด้วย ขณะที่ผู้สมควรได้รับเงินบางคนไม่ได้ หรือได้น้อยเกินไปกว่าที่จะเพียงพอในการดำรงชีพในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งจำนวนเงินเยียวยาที่ให้ในครั้งนี้เดือนละ 3,500 บาท ถือว่าเป็นเงินที่น้อยหากเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆก็ถือว่าไม่เพียงพอที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเวลาในการเยียวยา 2 เดือนก็ถือว่าสั้นเกินไปเพราะการระบาดในครั้งนี้กว่าจะกลับสู่ภาวะปกติอาจจะต้องใช้เวลาถึงกลางเดือน เมษายนซึ่งในทางปฏิบัติรัฐควรจะจ่ายเยียวยาอย่างน้อย 3 เดือน การเยียวยาในครั้งนี้รัฐบาลยังใช้วิธีแบบหว่านแห ซึ่งหากรัฐบาลสามารถที่จะเจาะจงคนที่มีความเดือดร้อนสมควรได้รับเงินเยียวยาจริงๆก็สามารถที่จะเพิ่มจำนวนเงินให้กับคนกลุ่มนั้น และเพิ่มระยะเวลาในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบที่สมควรได้รับเงินเพิ่มมากขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การเยียวยาครั้งนี้จะช่วยเหลือ 2 เดือนก่อนเพราะขณะนี้สถานการณ์การควบคุมโรคระบาดทำได้ดีขึ้น มีจำนวนผู้หายป่วยต่อวันมากกว่าผู้ป่วยใหม่ ซึ่งเชื่อมั่นว่าในครั้งนี้เราสามารถควบคุมการระบาดได้ดีขึ้นและมั่นใจว่าจะใช้เวลาไม่เกินเดือน ก.พ. - กลางเดือน มี.ค.2564 นี้ซึ่งเป็นผลมาจากความรู้ และความพร้อมทางการแพทย์และการร่วมมือกับประชาชนทำให้สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดได้ดีมากกว่าเดิม ขณะที่นายชื่นชอบ คงอุดม ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การช่วยเหลือเยียวยาที่รัฐบาลออกมาตรการนั้นก็ไม่ใช่ให้แบบชิงโชคกันเอาเองตามที่มีการกล่าวหา ในทางกลับกันรัฐบาลทำแบบรัดกุม รอบคอบ เนื่องจากเรามีฐานข้อมูลจากการช่วยเหลือในรอบที่แล้วเราจึงสามารถช่วยได้ตรงกลุ่มมากขึ้นและมั่นใจได้ว่าครอบคลุมอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ส่วนประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีที่รับเงินทางแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง”ได้นั้น รัฐบาลก็เปิดให้เข้าถึงผ่านการลงทะเบียนแบบปกติได้ครับ เหตุผลที่ต้องเน้นไปที่การรับ/จ่ายเงินผ่านแอปเป๋าตังก่อนนั้นเพราะรัฐบาลระมัดระวังการใช้จ่ายเงินงบประมาณเนื่องจากการตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันจะทำได้แม่นยำกว่า แต่การใช้จ่ายแบบเงินสดรัฐบาลก็เตรียมพร้อมมีแนวทางป้องกันปัญหาการใช้จ่ายอยู่แล้ว ที่สำคัญในช่วงเดือนเมษายนก็จะมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มพนักงานบริษัท ข้าราชการและผู้ประกันตนในส่วนของประกันสังคม ที่หลายๆคนถูกลดเงินเดือน รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในแต่ละกลุ่มทุกคนอย่างเท่าเทียม กระนั้น เราเห็นว่า มาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐบาลที่ทยอยลงไปสู่กลุ่มต่างๆนั้น จะต้องตรงจุดและรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเปราะบาง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนตามลำดับ