เกมการซักฟอกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลผ่าน “ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ” โดย “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ได้เดินมาถึงจุดเริ่มต้นนับหนึ่งแล้ว เมื่อล่าสุดวันที่ 25 ม.ค. 64 “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน นำคณะตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน เข้ายื่นรายชื่อ 208 คนถึงมือ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปเรียบร้อยแล้ว
การโหมโรงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำท่าว่าจะเข้มข้มขึ้น เมื่อประเมินจากท่าทีฮึกเหิม ของบรรดาแกนนำพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ไปจนถึงเนื้อหาในญัตติที่ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เต็มไปด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ ที่ทำเอา “หัวขบวน” อย่าง “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กับอีก “9รัฐมนตรี” ต่างบาดเจ็บ บอบช้ำกันโดยที่ยังไม่ทันถึงวันเปิดอภิปรายฯด้วยซ้ำ
เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ถูกยื่นอภิปรายประเด็น “บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม ไร้ภาวะผู้นำ ไร้จิตสำนึกและความรับผิดชอบ มีพฤติการณ์ทุจริต ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต”
ตามมาด้วย “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ โดนข้อหา “ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ใช้งบประมาณรัฐสร้างความร่ำรวย มั่งคั่งให้ตนเอง” ซึ่งเจ้าตัวถึงกับเปรยกับนักข่าวว่า “จะไปมีอิทธิพลได้อย่างไร เดินก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว”
ส่วน “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก”พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย โดนข้อหา “บริหารราชการแผ่นดินโดยมิคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศ และความผาสุกของประชาชน แต่ใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง” ส่วนรัฐมนตรีอีก 7 รายก็ไม่น้อยหน้ากัน เมื่อพบว่ามีรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ 2ราย ได้แก่ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และ “มท.2” นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย
พรรคภูมิใจไทย มี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข และ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นอกนั้นเป็นรัฐมนตรีในสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ , สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ
อย่างไรก็ดี ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้น่าสนใจว่า “3ป.”ถูกพรรคฝ่ายค้าน ยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้วนหน้า โดยเฉพาะในรายของ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร เองที่รอบนี้ “ไม่รอด” หลังจากที่เคยมีข่าวมาก่อนหน้านี้ว่า พรรคก้าวไกล ต้องการซักฟอกบิ๊กป้อม แต่พรรคเพื่อไทย ไม่เล่นด้วย แต่แล้วเมื่อปรากฎชื่อพล.อ.ประวิตร ติด1 ใน10 รัฐมนตรีที่จะต้องสู้ศึกซักฟอก จึงอาจทำให้ “ข่าวลือ” ถูกดับกระแสลงไปโดยอัตโนมัติ
ทว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นปิดท้ายรายการ ปิดสมัยประชุมสภาฯ อาจกลายเป็น “โอกาสสุดท้าย” สำหรับพรรคฝ่ายค้าน ที่จะใช้เวทีสภาฯ ถล่มรัฐบาลได้อย่างชอบธรรม แต่หากจะหวังผลถึงขั้นให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง หรือ “ถอดถอน” รัฐมนตรีรายใด รายหนึ่ง เพราะอย่าลืมว่ากว่าจะไปถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ สถานการณ์ยังส่อที่จะ “พลิก”ได้ทุกเมื่อ
ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายล็อบบี้ เพื่อเช็คคะแนนเสียง ก่อนไปถึงวันลงมติ หรือแม้แต่การที่ทั้งนายกฯ และรัฐมนตรี จะใช้โอกาสในสภาฯเพื่อชี้แจง ตอบโต้ทุกข้อกล่าวหา โดยเฉพาะประเด็นที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ตั้งคำถามเรื่องวัคซีนโควิด-19 โยงไปถึงสถาบัน และตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล จนนำไปสู่การถูกฟ้องร้องคดีอาญามาตรา 112 และมีแนวโน้มว่า ธนาธร จะตกเป็น “จำเลยสังคม” แทน
น่าสนใจว่าศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ นอกจากฝ่ายค้านอาจจะไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปแล้ว ยังอาจจะเป็น “โอกาส” ที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ หยิบฉวยหาเหตุที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยน “ตำแหน่งผู้เล่น” ในทิศทางที่ ให้ประโยชน์แก่ตัวพล.อ.ประยุทธ์ มากที่สุด !