“อย่างเช่นการไปจัดคอนเสิร์ตที่นครราชสีมา หากมีการแพร่ระบาดโควิด-19 ออกมาข้างนอกจะทำอย่างไร หรือหากในกรุงเทพฯจัดงานคอนเสิร์ตแล้วมีแพร่ระบาดกันในกรุงเทพฯ จะทำอย่างไร ทุกอย่างก็ต้องกลับไป ชัตดาวน์ใหม่ทั้งหมด ฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกัน นายกฯไม่ได้เข้าไปทุกงาน เพราะรัฐบาลบริหารในภาพรวม การใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินต้องใช้ในสิ่งที่จำเป็น”
“บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่งเสียงคำรามเบาๆ ผ่านสื่อเมื่อต้องตอบคำถามที่ชวนให้หนักใจ จากกรณี ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ออกคำสั่งปิดเทศกาลดนตรีบิ๊กเมาน์เท่น เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมาเนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่ง จังหวัดนครราชสีมา ที่ 15981/2563 และล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ได้มี นิติกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นครราชสีมา ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติ ( พ.ร.บ.) โรคติดต่อ 2558
โดยเจ้าหน้าที่รัฐ และพล.อ.ประยุทธ์ ต่างยืนยันว่า คำสั่งดังกล่าวที่ให้ยุติการแสดงคอนเสิร์ต บิ๊กเมาท์เท่น มิวสิก เฟสติวัล ครั้งที่ 11 นั้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด โดยไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองแต่อย่างใด เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวด
แน่นอนว่า จากกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และสาธารณสุขจังหวัด นครราชสีมา มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอยู่แล้ว ซึ่งหากกิจกรรมไหน ไม่ดำเนินการตามมาตรการ ตามกติกา ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
เวลานี้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่ทางจังหวัดนครราชสีมา มีคำสั่งให้ยุติการจัดคอนเสิร์ต บิ๊กเมาท์เท่น เมื่อคืนวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมาได้กลายเป็นเรื่องราว และดราม่าทางการเมืองไปแล้วโดยปริยาย เมื่อส่วนหนึ่งของการแสดงบนเวที ก่อนที่ยุติลงในช่วงดึก ของวันที่ 13 ธ.ค.ก็พบว่าได้มีศิลปินหยิบยกประเด็นที่เคยถูกพูดถึงในการชุมนุมม็อบราษฎร ที่กรุงเทพฯ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงบนเวที จนทำให้กองเชียร์ ทั้ง “นักการเมือง” และแกนนำม็อบราษฎร จะพากันแสดงความเห็นในลักษณะ “สนับสนุน” ให้มีคอนเสิร์ต ต่อไป แม้จะเป็นการสวนกระแส การรณรงค์ป้องกันไวรัสโควิด
สถานการณ์ความเข้มข้นทางการเมือง วันนี้ดูเหมือนว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ กำลัง “รับมือ” กับความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในทุกๆจุดอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นเพราะส่วนหนึ่งความเห็นต่าง ได้กระจายและซึมลึกลงไปทั่วทุกหัวระแหง ทำให้ผู้คนในสังคม จึงสามารถ “ตอบโต้” เปิดวิวาทะกันได้แทบทุกๆเรื่อง
ยิ่งเมื่อม็อบราษฎร ประกาศว่าจะยกระดับการชุมนุม ให้ “เบิ้มๆ” ลากยาวไปถึงปีหน้า2564 เสมือนเป็นการท้าทายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด อยู่ในที แต่หากมีคนติดโควิด กันขึ้นมาจริง จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สุดแล้วรัฐบาลก็จะกลายเป็น “จำเลย” ไม่สามารถป้องกันด่านได้สำเร็จ
พร้อมกันนี้ ยังกลายเป็นว่า ยิ่งนานวัน รัฐบาลและตัวพล.อ.ประยุทธ์ กำลังรับมือกับศึกหลายทาง แต่เมื่อวันนี้การเมืองได้ถูกดึงให้เข้าไปพัวพันกับการเมือง จึงทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย สับสนกันไปหมด
การประกาศชัตดาวน์จะมีโอกาสเกิดขึ้นรอบใหม่ได้อีกหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอลุ้นทั้งความวุ่นวายจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่กลายเป็นการกดดันให้บิ๊กตู่ ต้องประเมินสถานการณ์และมองเกมให้ยาว ว่าจะทำอย่างไร จึงจะป้องกันทั้งปราการ ทางการเมืองไปพร้อมๆกับการรักษาความสำเร็จจากการป้องกันโควิด ในคราวเดียวกัน !