“ช่วงนี้ได้ข่าวมีหลายคนที่เดินออกจากพรรคเพื่อไทย หลายคนออกมาโจมตีบ้านเดิมของตัวเอง ผมในฐานะคนที่รักพรรคนี้ ซึ่งเป็นพรรคที่ได้วางรากฐานมาตั้งแต่ครั้งเป็นไทยรักไทยมาจากอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่ต้องการเห็นประเทศพัฒนาไปข้างหน้าภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแรง
เราจึงได้รวบรวมคนที่มีแนวคิด และอุดมการณ์เดียวกันกับเราจนมาเป็นพรรคการเมืองใหญ่ ที่ผ่านมา เพื่อรักษาอุดมการณ์นั้น ผมได้ต่อสู้ และสูญเสียอะไรไปมาก ทั้งการไม่ได้อยู่ในแผ่นดินเกิด ไม่ได้อยู่กับครอบครัว และคนที่ผมรัก
ผมทำเต็มที่มาตลอดเพื่อเดินบนเส้นทางแห่งอุดมการณ์ที่ผมได้ให้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน และคนที่ฝากความหวังไว้ ดังนั้น ผมไม่เสียใจที่วันนี้จะมีคนเดินจากไปเพื่อไปมีเส้นทางใหม่ เพราะผมคงไปบังคับหัวใจใครให้อยู่กับพรรคตลอดไปไม่ได้
ผมจึงขอขอบคุณคนที่ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย พรรคที่ผมเคยวางรากฐานไว้ ผมเชื่อว่า อุดมการณ์ที่มั่นคงของพรรคจะนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จได้อย่างที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต และจะยังสามารถเป็นที่พึ่งที่หวังให้ประชาชนได้อย่างที่เคยเป็นมา”
ข้อความจากใจ “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและในฐานะผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองมาแล้ว ถึง 3 เจนเนอร์เรชั่น ทวีตข้อความเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.63 ซึ่งหากถอดรหัส บรรทัด ต่อบรรทัดออกมาแล้วจะพบว่า เวลานี้ “นายใหญ่” ของชาวพรรคเพื่อไทย กำลัง “ของขึ้น” ไม่สู้สบอารมณ์นัก
ที่มาที่ไป ที่ทำให้ทักษิณ ต้องออกโรง ตอบโต้ด้วยตัวเองเช่นนี้ ก็ไม่มีสาเหตุอื่น นอกเสียจาก เกิดศึกระหว่าง “คนกันเอง” โดยเฉพาะยังเป็นพื้นที่เลือกตั้งสมาชิก และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็น “หัวใจ” ของ คนในตระกูล “ชินวัตร” เพราะเป็นพื้นเพของครอบครัวทักษิณ
หมายความว่า สนามเลือกตั้งอบจ.เชียงใหม่ ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย จะแพ้ไม่ได้!
แต่กลับกลายเป็นว่า “เจ๊แดง”เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวทักษิณ สายตรงสั่งหนุน “ส.ว.ก้อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” อดีต ส.ว.เชียงใหม่
ส่วน “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ประกาศหนุน “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” แชมป์เก่า แต่มารอบนี้ เจ้าตัวต้องประกาศลงสมัครในนาม “กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม” เพราะพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุน ไม่ส่งลงในนามพรรค เนื่องจากบุญเลิศ ถูกคนเพื่อไทยมองว่า เอาใจออกห่างไปหนุนพรรคพลังประชารัฐ
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแนวรบฟากฝั่งพรรคเพื่อไทย เวลานี้ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ ต้องบอกว่าเป็นเพียง ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในพรรคเพื่อไทย จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “ขั้วอำนาจ” ของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” อดีตประธานยุทธศาสตร์ ต้องลาออกจากสมาชิกพรรค พร้อมด้วย ส.ส.และอดีต ส.ส.ในกลุ่ม
ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นเรื่องเรื้อรัง ที่แก้กันไม่ตกต่างหาก จนนำไปสู่ความไม่เป็นเอกภาพ และลดทอนความเข้มแข็งของพรรคเองจนส่งผลให้ พรรคก้าวไกล พรรคการเมืองน้องใหม่ ชิงบทบาท “การนำ” ในการต่อสู้กับรัฐบาล ได้ทั้งเวทีสภาฯ และนอกสภาฯ ประสานกับ “ม็อบราษฎร” กดดันรัฐบาล จนทำให้สมาชิกในพรรคเพื่อไทยเอง ยังรู้สึก “ขัดใจ” เมื่อพรรคใหญ่ต้องยอมให้พรรคก้าวไกล มาเดินนำอยู่ข้างหน้า
แน่นอนว่าการออกโรง โดยไม่ต้องใช้สแตนอินของ ทักษิณ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สอง เพราะก่อนหน้านี้ นายใหญ่ก็ต้องลงมือเขียนจดหมาย ด้วยลายมือของตัวเองจากดูไบ ส่งตรงมาถึงชาวเชียงใหม่ อ้อนให้ช่วยสนับสนุน ส.ว.ก้อง มาแล้ว
แต่เชื่อเถอะว่า ภายหลังการเลือกตั้งอบจ.จบลง แต่รอยร้าวและศึกภายในที่พรรคเพื่อไทย ยังไม่จบ !