น่าสนใจว่า เมื่อการต่อสู้ของ “ม็อบราษฎร” มีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อ ข้อเรียกร้องทุกข้อ ล้วนแล้วแต่ห่างไกลจากความเป็นจริง อีกทั้ง “แกนนำ” ที่เป็นนักศึกษาและเยาวชน ต่างติดบ่วงคดีความกันถ้วนหน้า ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นว่า “กุนซือ” ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ต้องเร่งปรับแผนการเล่นอย่างปัจจุบันทันด่วน !
การจัดกิจกรรมชุมนุมชนิดที่เรียกกันว่า “ม็อบเบิ้มๆ” ที่ต้องใช้จำนวนผู้ชุมนุมจำนวนมากอาจทำได้ไม่ง่ายนัก เมื่อในความเป็นจริงแล้ว การชุมนุมนั้นยังต้องยึดโยงกับ “แกนนำ” ทำหน้าที่สั่งการ ปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความฮึกเหิม ตื่นตัว ก็กลับต้องพากันเดินขึ้น ลง สน. ต่างๆเพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ตั้งแต่มาตรา 116 ไปจนถึงมาตรา 112
เมื่อแกนนำตัวหลักๆต่างอยู่ในภาวะที่หลังติดชนัก ขณะเดียวกัน มวลชนผู้ชุมนุมเองก็เริ่มร่อยหรอ สืบเนื่องมาจากปัญหาจากความขัดแย้งในการบริหารจัดการภายในของแกนนำและกลุ่มการ์ด ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ชุมนุมด้วยกันเอง จนนำมาสู่เหตุการณ์ยิงกันเอง ที่ผ่านมา
เมื่อเงื่อนไข เกิดจากปัญหาภายใน ของม็อบราษฎรเอง อีกทั้งยิ่งนานวัน ยิ่งแจ่มชัดว่าการชุมนุมใหญ่ของม็อบราษฎร ไม่สามารถ สั่นคลอน รัฐบาล ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เดินตามเกมของม็อบได้จริง
การเปิดเกมรุกไล่ ชนิดที่เรียกรบม้วนเดียวจบ คงไม่ใช่คำตอบ !
สู้ปรับเปลี่ยนแผน ไปสู่การใช้กลยุทธ์ “กินทีละคำ” รุกที่ละคืบ ยึดทีละเปลาะ น่าจะได้ผลมากกว่า โดยเฉพาะการชูข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียว ว่าด้วยการ “ปฎิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” ยิ่งต้องอาศัยทั้งระยะเวลาและรูปแบบเพื่อให้ทั้งมวลชนผู้ชุมนุม ตลอดจนประชาชนทั่วไป ไปสู่การ “ยอมรับ” ให้มากที่สุด
กิจกรรมของม็อบราษฎร ตลอดจนเครือข่ายแนวร่วม ภายหลังจากที่แกนนำหลักเริ่มเข้าสู่ภาวะ “ติดหล่ม” โดยเฉพาะการถูกแจ้งข้อกล่าวหากระทำความผิดในมาตรา112 จึงกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้ “กุนซือ”เบื้องหลังม็อบ ต้องใช้วิธีการ “ขยายแนวคิด” ที่ว่าด้วยเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านเวที วงเสวนา อย่างต่อเนื่อง
จากเดิมหากย้อนกลับไป จะพบว่า ในอดีตที่ผ่านมาการพูดถึงสถาบันหรือการเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นที่พูดกันเฉพาะวงใน และไม่มีการส่อเจตนา ก้าวล่วง ดูหมิ่นด้วยความอาฆาตมาดร้าย
แต่กลับพบว่าในช่วงหลังๆ นับตั้งแต่มีการชุมนุมและประกาศเดินหน้าปฏิรูปสถาบัน ได้กลายเป็นเรื่องที่ทั้งแกนนำและผู้ชุมนุมเอง หยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างไม่ยำเกรง อีกทั้งยังเลือกที่จะจาบจ้วงดูหมิ่นสถาบัน แต่เลี่ยงการชูข้อเสนอ 10ประการ ที่เคยทำให้แกนนำและม็อบตกอยู่ในความสุ่มเสี่ยงมาแล้ว
แน่นอนว่าปฏิบัติการในลักษณะเช่นนี้ น่าจะเป็นการเดินหน้าที่แกนนำเชื่อว่า แม้ที่สุดแล้วจะไม่สามารถฝ่ากระแสคนไทย คนส่วนใหญ่ที่รักและเทิดทูนสถาบันจนทำให้ข้อเรียกร้องข้อที่ 3 บรรลุเป้าหมายได้จริงก็ตาม
แต่การที่ดึงประเด็นที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับ สถาบันอันเป็นที่รัก อยู่ในจุดที่สูงสุด ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ให้กลายเป็นเรื่องสาธารณะ จนถูกพูดจาดูหมิ่น จาบจ้วง ทั้งในทางตรงและทางอ้อม คือการเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ “กินทีละคำ” ซึมลึก พุ่งเป้าไปสู่ ใจกลาง ได้โดยที่ “กุนซือ” และนักคิดที่อยู่เบื้องหลังแกนนำม็อบ ต่างอยู่รอดปลอด ไร้คดีความ
และนี่คือโจทย์ข้อยากสำหรับรัฐบาลลของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะต้องเป็นฝ่ายแบกรับสิ่งที่ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหา หากแต่จะกลายเป็นปัญหาที่หนักหนา และทวีความรุนแรงในวันข้างหน้า !