จังหวะการต่อสู้ของ “ม็อบราษฎร” ดูเหมือนว่ากำลังเข้าสู่โหมดที่ยากต่อการอธิบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเวลานี้สิ่งที่เคย เป็น “ข้อได้เปรียบ” ก็กลับกลายเป็น “จุดอ่อน” ที่นำมาซึ่ง ประเด็นปัญหาทั้งต่อตัว “แกนนำ” และยังอาจกระทบต่อมวลชนในคราวเดียวกัน ! การชุมนุมขับไล่ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่อาจบรรลุเป้าหมาย มิหนำซ้ำ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสามารถ “อยู่ต่อ” ได้อย่างฉลุย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยออกมาว่า ไม่ขาดคุณสมบัติกรณีพักบ้านหลวง ภายหลังจากเกษียณอายุราชการ ในตำแหน่งผบ.ทบ.ตั้งแต่ปี 2557 เมื่อหัวหน้ารัฐบาลที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงนั่งบริหารประเทศต่อไป ยิ่งหมายความว่า ข้อเรียกร้องที่เคยนำมาใช้กดดัน ปลุกมวลชนให้ลุกขึ้นมาขับไล่ นายกฯ ยิ่งกลายเป็นเรื่องยาก ห่างไกลจากความเป็นจริง แต่แม้ความหวังที่มีต่อ “3 ข้อเรียกร้อง”ของ ม็อบราษฎร จะลางเลือนลงไปทุกที ทั้งการได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก หรือการได้มาซึ่ง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ได้วางกับดักเอาไว้สำหรับฝ่ายตรงข้าม รวมถึง ข้อสุดท้ายที่ต้องการได้เห็น การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กระนั้นก็ใช่ว่า ผู้ชุมนุมจะต้องหยุดชะงักไปด้วย ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง จะทำให้กระทบกันทั้งขบวน ! การต่อสู้ของผู้ชุมนุมจะยังคงต้องมีอยู่และดำเนินเดินหน้ากันต่อไป แม้แกนนำผู้ชุมนุมตัวหลักและ ตัวรองจะถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาที่หนักหนา ทั้งการกระทำความผิดในข้อหาตามมาตรา 116 จนล่าสุดยังโดนคดีมาตรา 112 ว่าด้วยการดูหมิ่นสถาบัน แต่แกนนำแถวแรกที่ขากำลังติดบ่วง ก็ต้องอาศัยช่วงเวลาที่ยังได้รับอิสรภาพในยามนี้ต้องจัดกิจกรรมการชุมนุมเพื่อหล่อเลี้ยงกระแส ต่อไปให้ได้มากที่สุด !! ทั้งการยกระดับประเด็นการเรียกร้อง มาชูเพียง “ข้อเดียว” คือข้อ3 ที่ว่าด้วยการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมกันนี้ยังจะต้องเพิ่มความเข้มข้นของ เนื้อหาสาระ ในการปราศรัย และส่งผ่านข้อมูลไปยัง “ผู้รับสาร” ในโลกโซเชี่ยล ให้แพร่กระจาย มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะเดียวกัน สิ่งที่กำลังสะท้อนในเวลานี้คือการที่ บรรดาแกนนำม็อบราษฎร ต่างโดนคดีมาตรา 112 กันถ้วนหน้า แต่พวกเขาเองก็ไม่สามารถ “ถอยหลัง”ได้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่สู้มาทั้งหมด จะมีอันต้องจบลงด้วยความพ่ายแพ้ และแน่นอนว่าหากแพ้ครั้งนี้ ก็เท่ากับว่า “พังทั้งกระดาน” ทุกคน ทุกความเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และโจมตี สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้ข้ออ้างที่ว่าด้วย การชูข้อเสนอ “ปฏิรูปสถาบัน” นั้นจะต้องโดนตรวจสอบ ชนิดที่เรียกว่า “ไล่เช็กบิล” กันถ้วนหน้า อย่าลืมว่า เบื้องหลังแกนนำนักศึกษาและเยาวชน แถวหนึ่งที่เป็นทั้ง “ผู้นำ” เดินหน้าขึ้นเวทีปราศรัย นำมวลชนไปชุมนุม ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานั้น ก็คือกลุ่มคนที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี ต้องไปต่อสู้คดีความในกระบวนการยุติธรรม อีกยาวไกล การผลักดันแกนนำที่เคยคาดการณ์ว่าจะมี แถวสอง แถวสาม ก็ยังไม่เกิดขึ้นได้จริง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า แกนนำคือ “แม่เหล็ก” ที่จะดึงดูดให้ผู้ชุมนุมออกมารวมตัวกัน อีกทั้งความทุกข์ร้อน จากการถูกดำเนินคดีของแกนนำยังสามารถใช้เป็น “เงื่อนไข” เรียกระดมพลให้ออกมาเคลื่อนไหว แต่ทั้งนี้การชุมนุม จะบรรลุเป้าหมายได้มากน้อยแค่ไหน ต้องรอลุ้นกันถึงปีหน้า !!