“ มันถูกต้องหรือเปล่า ฝ่ายกฎหมายต้องไปพิจารณา เข้ากำหนดกฎเกณฑ์อะไรหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลต้องป้องปรามหยุดยั้งไม่ให้ไปถึงจุดนั้น ต้องดูที่เจตนาของเขาและความเป็นไปได้ บ้านเมืองเรามีกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นใครเข้าข่ายกระทำความผิด ยุยงปลุกปั่น พวกนี้จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทุกประการ”
“บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุม ประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ม็อบปลดแอก” ด้วยการชูจุดยืนเรียกร้องให้ประเทศไทยไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ พร้อมกันนี้ยังเปิดโลโก้ที่มีลักษณะคล้าย ค้อนและเคียว นั้นจะนำไปสู่ความขัดแย้งตามมาได้หรือไม่
เมื่อผู้นำรัฐบาลคือบิ๊กตู่ สวนกลับอย่างชัดถ้อย ชัดคำเช่นนี้ ก็น่าจะเป็นการส่งสัญญาณว่า นอกจากสิ่งที่เรียกร้องกำลังเลยเถิดไปไกลถึงขั้นจะให้เปลี่ยนแปลงการปกครองจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้แล้ว สิ่งที่จะตามมาคือการใช้กฎหมายเข้าดำเนินการ อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่เข้าข่ายกระทำความผิด ฐานยุยงปลุกปั่น
การเปิดเกมแรงด้วยการประกาศทิศทางและความต้องการของม็อบปลดแอก ครั้งนี้ดูเหมือนว่ากำลังนำมาซึ่งเอฟเฟกซ์ด้วยกันหลายทาง และขณะเดียวกันยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ของฝ่ายผู้ชุมนุมเอง ที่กำลังเดินไปสู่การหนทางที่ตีบตัน จนจำเป็นต้องเผยข้อเรียกร้องที่แท้จริงออกมา นั่นคือข้อ3ที่ว่าด้วยการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
ส่วนข้อที่1 ว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และข้อ 2 เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก นั้นคือ “เป้าลวง” ที่มีเอาไว้เพื่อ เรียกระดมมวลชนให้มีส่วนร่วมเพื่อออกมาบรรจบกันบนท้องถนนให้มากที่สุด จากนั้นจึงจะเดินหน้าไปสู่การบริหารจัดการมวลชน ให้เดินรุดไปข้างหน้าอย่างไร ?
เมื่อการชุมนุมยืดเยื้อ แต่ไม่อาจสัมฤทธิ์ผล เพราะทุกข้อเรียกร้อง ทั้ง 3 ข้อไม่เพียงแต่จะห่างไกลออกไปมากขึ้นทุกขณะที่ แต่ยังกลายเป็นว่า ข้อเรียกร้องที่ 3 ซึ่งว่าด้วยการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้กลายเป็นเงื่อนปมที่ “มัด” ทั้งม็อบปลดแอกเอง ไปจนถึง “คณะก้าวหน้า” ที่มี “ธนาธร จึงรุ่งกิจ” เป็นแกนนำหลัก กำลังเดินสายช่วยผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)
เพราะตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งตัวธนาธรเองและผู้สมัครในนามคณะก้าวหน้าล้วนแล้วแต่ถูกโจมตีจากประชาชนในแทบทุกจังหวัดที่ย่างกรายลงไป ทั้งตะโกนขับไล่ซึ่งหน้า ไปจนถึงการกระจายข่าวผ่านโลกโซเชียล
แต่วันนี้เมื่อการชุมนุม ที่นำโดยแกนนำนักศึกษาและเยาวชน กำลังเดินไปสู่ “กับดัก” ทั้งจากปัญหาภายในที่มาจากความขัดแย้งระหว่างแกนนำม็อบไปจนถึงกลุ่มการ์ด อาสา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังพบว่า บรรดาแกนนำต่างถูกดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละคดี ล้วนแล้วแต่เป็นข้อหาที่หนักหนาสาหัสไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 116ว่าด้วยการยุยง ปลุกปั่น จนถึง มาตรา 112 ว่าด้วยการดูหมิ่นจาบจ้วงสถาบัน ซึ่งมีโทษที่รุนแรง โดยที่ยังไม่นับรวมกรณีที่แกนนำขึ้นเวทีปราศรัย ดูหมิ่นศาลธรรมนูญ จนถูกศาลเข้าแจ้งความดำเนินคดีไปเรียบร้อยแล้ว !