เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ก็จะถึงวันเลือกตั้งสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 20 ธ.ค.นี้แล้ว นั่นหมายความว่า การหาเสียงของผู้สมัครแต่ละพรรคการเมือง แต่ละกลุ่มที่ตนเองประกาศสังกัดจะต้องเริ่มนับถอยหลังด้วยความเข้มข้น เพราะอย่าลืมว่า ศึกเลือกตั้งสนามท้องถิ่นที่ เปิดประเดิมกันเป็นสนามแรกที่ อบจ.นั้นได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลให้มีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในรอบ 7 ปี แน่นอนว่าศึกเลือกตั้งสนามระดับท้องถิ่น ที่ อบจ. รอบนี้ย่อมไม่ธรรมดา เพราะนี่คือการเปิดประตูการเมืองระดับท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับ การเมือง “ระดับชาติ” ในห้วงสถานการณ์ที่การเมืองในบ้านเราเต็มไปด้วยความร้อนแรง แม้พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล จะประกาศไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อหลีกเลี่ยงความสุ่มเสี่ยงการทำผิดข้อกฎหมาย ก็ตาม แต่กลับไม่ได้หมายความว่าพรรคพลังประชารัฐ หรือฝ่ายรัฐบาลจะทอดทิ้งสนามเลือกตั้งระดับท้องถิ่นแต่อย่างใด เพียงแต่ปรับรูปแบบและวิธีการเล่น ด้วยการเดินแผนผ่าน “ผู้เล่น” ในระดับท้องถิ่นให้ไปบริหารจัดการกันเอง จึงดูเหมือนว่างานนี้ พรรคพลังประชารัฐ แทบไม่ได้ “ออกแรง” ขณะที่พรรคฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล ทั้ง “พรรคเพื่อไทย” เองที่ประกาศส่งผู้สมัคร ลงเลือกตั้งด้วยกัน 25 คน แม้จะไม่ส่งลงปูพรมชนิดเต็มพื้นที่ แต่พรรคเพื่อไทย จะเน้นการรักษาพื้นที่เดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่โจทย์ข้อยากในการเลือกตั้งอบจ. ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเทไปที่ “คณะก้าวหน้า” ที่มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ในฐานะประธานคณะก้าวหน้าคือการทำให้ผู้สมัครในนามคณะก้าวหน้าทั้งหมด 42 คนสามารถชนะการเลือกตั้ง ให้ได้มากที่สุด !! เพราะชัยชนะของผู้สมัครในนามคณะก้าวหน้า ย่อมไม่ใช่เพียงแค่การส่งตัวแทนเข้าไปนั่งกุม “การเมืองท้องถิ่น” เท่านั้น หากแต่แกนนำของคณะก้าวหน้ายังเชื่อว่า นี่คือการสะท้อนและแสดงให้เห็นถึง “เสียง” จากประชาชนที่จะมีต่อรัฐบาล ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปจนถึงท่าทีและความต้องการที่สอดคล้องกันกับ “3 ข้อเรียกร้อง” จาก “ม็อบคณะราษฎร” ที่เคลื่อนไหวกันมานานนับเดือน ก่อนหน้านี้อีกด้วย แต่ปัญหาที่ธนาธร และแกนนำคณะก้าวหน้าต้องเผชิญ คือท่าทีการต่อต้าน จากมวลชนที่ประกาศตัวปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่พากันรวมตัวไปขับไล่ ชนิด “ซึ่งหน้า” จนทำให้ ธนาธรและตัวผู้สมัครสมาชิกและนายก อบจ. ต้องหลบเลี่ยงการปะทะกันในหลายจังหวัด อย่างต่อเนื่อง อย่าลืมว่า กระแสและข้อหาที่ว่าด้วยการล้มล้างสถาบัน ที่แกนนำคณะก้าวหน้า เจอนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ในทางกลับกันยังจะส่งผลต่อการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันว่าจะเลือกให้คะแนนผู้สมัครของคณะก้าวหน้าหรือไม่ ยิ่งวันนี้สถานการณ์การเคลื่อนไหวของ ม็อบคณะราษฎร เริ่ม “แผ่วลง” อย่างเห็นได้ชัด ในจังหวะที่ผู้คนในสังคมพากันหันมารับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ระลอกสอง สืบเนื่องจากที่มีคนลักลอบเข้าเมืองจากเมียนมา ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในประเทศไทย การเลือกตั้งอบจ. ในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ จึงกลายเป็นเหมือน “เดิมพัน” ที่สำคัญสำหรับคณะก้าวหน้ามากกว่าใครเพื่อน เพราะหากสามารถกวาดที่นั่ง ได้มากที่สุด จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นว่า สังคมสนับสนุนการเคลื่อนไหว ทั้งม็อบคณะราษฎรและ ทุกองคาพยพที่เชื่อมโยงกับธนาธร ทั้งคณะก้าวหน้าไปจนถึง พรรคก้าวไกล ในฐานะพรรคการเมืองที่กลายร่างมาจาก พรรคอนาคตใหม่ แต่หากผลการเลือกตั้ง ออกมาในทางที่เป็น “ลบ” ได้นายก อบจ.เข้ามาได้เพียงไม่กี่ที่นั่ง จะยิ่งทำให้ธนาธร เจอกับ “งานหิน” มากยิ่งขึ้น และนี่ยังไม่นับรวมกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีมติตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการเคลื่อนไหวของคณะก้าวหน้าที่เข้าลักษณะคล้ายพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะอาจกลายเป็นว่า ธนาธร และแกนนำคณะก้าวหน้า พาผู้สมัครอบจ. ให้มีอันต้อง “แพ้ฟาวล์” ถ้ากกต.ชี้ออกมาว่า มีความผิดจริง แล้วกระทบต่อตัวผู้สมัคร เข้าอย่างจัง !