แรงกดดันกำลังเทน้ำหนักไปที่ "ม็อบราษฎร" อย่างต่อเนื่อง เมื่อการชุมนุมตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ยังไม่สามารถทำให้ "3ข้อเรียกร้อง" บรรลุเป้าหมายได้เลยสักข้อเดียว !! มิหนำซ้ำ ยังทำให้ "แกนนำเยาวชน" ที่ดาหน้าออกมายืนอยู่แถวหน้า ต่างโดนคดีความกันถ้วนหน้า ทั้งมาตรา 116 ฐานยุยง ปลุกปั่นทำให้คนจำนวนมาก ทำผิดกฎหมาย ขัดขืนอำนาจรัฐ ไปจนถึงกรณีที่แกนนำถูกแจ้งความดำเนินคดีในมาตรา 112 ข้อหาก้าวล่วง จาบจ้วง สถาบันพระมหากษัตริย์ หมายความว่า "เป้าหมาย" ยังไม่ถึงฝั่ง แต่ยังต้องเสีย "เบี้ย" เสีย "ผู้เล่น" บนกระดานไม่หยุดหย่อน ! จากเหตุการณ์ชุลมุน เมื่อการ์ดอาสาที่เป็นอดีตช่างกล เปิดศึกทะเลาะวิวาทกันเอง จนมีการใช้อาวุธปืน มีการ์ดได้รับบาดเจ็บ2ราย เมื่อวันที่นัดรวมพลชุมนุมใหญ่ที่หน้าสำนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ย่านรัชโยธิน เมื่อภาพความรุนแรงเกิดขึ้นในที่ชุมนุม โดยที่งานนี้ ไร้ "มือที่สาม" เข้าไปแทรกแซงตามที่แกนนำและฝ่ายผู้ชุมนุมพยายาม "โยน"ว่ามาจากความพยายามของฝ่ายรัฐ ที่ต้องการสร้างความวุ่นวาย ปลุกความหวาดกลัว เพื่อหวังว่าจะทำให้ผู้ชุมนุม "ล่าถอย" ดังนั้นจึงทำให้แกนนำไม่อาจเลื่อนการนัดหมายตามที่ได้ประกาศเอาไว้ว่า ในวันศุกร์ที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา จะต้องมีการชุมนุม ภายใต้คอนเซ็ป "ซ้อมรัฐประหาร" โดยยึดเอาสี่แยกลาดพร้าว กทม.เป็นจุดชุมนุม เพราะไม่ว่าอย่างไร ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ทำให้ม็อบ อยู่ในภาวะที่ "เป็นต่อ" รัฐบาลของ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นอกจากจะเป็นปริมาณมวลชนแล้ว ยังอยู่ที่การ "ยกระดับ" ประเด็นโจมตีต่อสถาบัน ภายใต้ข้ออ้าง ในข้อเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปสถาบัน ปัญหาของแกนนำม็อบราษฎร จากนี้ไปดูจะไม่เพียงพอเสียแล้ว หากหวังว่าจะใช้แค่ "จำนวนมวลชน" มากดดันรัฐบาล เพราะพล.อ.ประยุทธ์ และ "กองทัพ" นั้นอดทน อดกลั้นชนิดที่เรียกว่า "ขัดใจ" กองเชียร์อย่างยิ่ง เมื่อกองเชียร์ฝ่ายที่รักสถาบัน รู้สึกว่า เหตุใดพล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ใช้ยาแรง ด้วยการประกาศใช้กฎอัยการศึก เสียวันนี้ พรุ่งนี้เพื่อหยุดยั้ง ไม่ให้ม็อบราษฎร ก้าวร้าว คุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์ไปมากกว่านี้ ขณะที่ฝ่ายม็อบราษฎร ก็ประเมินออกว่า หากการชุมนุมยืดเยื้อออกไปมากกว่านี้ นอกจากจะยิ่งออกห่างจาก "ชัยชนะ"แล้ว จะไม่หลงเหลือ "แกนนำ" ให้เข้าร่วมการชุมนุมได้อีกต่อไป ดังนั้นเกมในช็อตต่อไปคือการทำอย่างไรเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ และกองทัพ ตกอยู่ในภาวะ กดดันถึงขั้นสูงสุด จนตบะแตก ต้องใช้ "ยาแรง" คือการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจแล้วส่งกองทัพออกมา นำหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ซ้ำรอยกับฮ่องกงโมเดล เพราะนี่คือการซ้อมรับมือรัฐประหารที่คาดหวังว่า หากเกิดขึ้นจริงๆแล้วฝ่ายรัฐบาลจะ "เสียหายหนัก" ประเทศไทยจะถูก โลกล้อมทันที อย่าลืมว่าองค์กรเอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชนที่เคยออกมาเรียกร้อง โจมตีรัฐบาลว่าใช้ความรุนแรงเมื่อครั้งใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสกัดผู้ชุมนุม ที่ราชประสงค์ ที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า การต่อสู้ของม็อบราษฎรนั้นไม่ได้โดดเดี่ยว แต่พร้อมที่จะได้รับการสนับสนุน ได้รับกำลังใจเสริมจากองค์กรเอ็นจีโอ เหล่านี้ แต่ถึงกระนั้น โอกาสที่จะเกิดรัฐประหาร มีความเป็นไปได้เท่ากับศูนย์ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ และกองทัพ คงไม่ใช่ความอดทน อดกลั้นยาวนาน จนกองเชียร์ต้องหงุดหงิดใจเช่นนี้ และแม้อีกไม่นานอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรง ขั้นเลวร้ายอาจเกิดการจราจล ทำลายข้าวของขึ้น มีการใช้อาวุธและกระสุนจริง มีผู้ได้รับบาดเจ็บก็ตาม แต่สุดท้ายไม่มีทางที่จะเกิดรัฐประหารขึ้นอย่างแน่นอน หรืออย่างขั้นเลวร้ายที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ และ "บิ๊กบี้" พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตแก้วแท้ ผบ.ทบ. จะจอดป้ายลงที่ "กฎอัยการศึก" เท่านั้น เพราะนี่คือทางออกสุดท้าย ที่นำมาใช้รับมือกับ ม็อบราษฎร โดยที่ยังสามารถคงความได้เปรียบ และความชอบธรรม ของฝ่ายรัฐบาลเอาไว้ได้ทุกประตู !!