นอกจากการชุมนุมเคลื่อนไหวของมวลชน โดยการนำของ "คณะราษฎร" เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่หน้าสำนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ ย่านรัชโยธิน กทม. จะไม่ "ปัง" แล้วเพราะไฮไลต์ในการชุมนุม ไม่มีอะไรเซอร์ไพรซ์ จนทำให้ฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาล ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า มิหนำซ้ำ ยังกลายเป็นการเมื่อม็อบมีอันต้องย้ายสถานที่ชุมนุม จากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ แยกวังแดง ไปยังสำนักงานแบงค์ไทยพาณิชย์ ย่านรัชโยธิน ยังเกิดปัญหา "ความรุนแรง" มีการใช้อาวุธปืนยิงกันจนมีคนได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ภายหลังจากที่ แกนนำคณะราษฎร ได้ประกาศยุติการชุมนุมไปแล้ว ปรากฎว่าห่างกันไม่กี่นาที ได้มีเหตุยิงกันเกิดขึ้นภายในที่ชุมนุม จนนำไปสู่ความชุลมุนวุ่นวาย ผู้ชุมนุมพากันแตกตื่นวิ่งหนี กระเจิง เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภายหลังจากที่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3-4นัด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเมื่อเช้าวันที่26 พ.ย. พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล(ผบก.สส.บช.น.) และ พล.ต.ต.พัฒนา เพศยนาวิน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) พร้อมตำรวจ สน.พหลโยธิน ประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีมีเหตุยิงการ์ดผู้ชุมนุมคณะราษฎรที่แยกรัชโยธิน ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ วันชัย อารีย์ อายุ 25 ปี อดีตนักศึกษาอาชีวะสถาบันเทคนิคปทุมธานี และ ภาสพงศ์ กุลอมรกานต์ อายุ 25 ปี อดีตนักศึกษาอาชีวะสถาบันมีนบุรีโปลีเทคนิค หลังประกาศยุติการชุมนุมหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ช่วงค่ำ ของวันที่ 25 พ.ย. จากการสอบสวนจากพยานในที่เกิดเหตุพล.ต.ต.จิรพัฒน์ ระบุว่า ทั้งคู่เป็นการ์ดของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎรแต่ทั้งคู่ก็พ้นสภาพนักศึกษาอาชีวะทั้ง 2 สถาบัน โดยมีปัญหามาจากเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับเรื่องการชุมนุม เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังยุติการชุมนุม แล้วมีฝ่ายหนึ่งจะเริ่มขว้างระเบิดปิงปองก่อน แล้วพากันวิ่งหลบหนี จนมีกลุ่มนึงไล่ตาม และคว้าอาวุธปืนมายิง นั่นหมายความว่าเป็นเรื่องของการ์ดผู้ชุมนุมคณะราษฎร ที่ขัดแย้งและยิงกันเอง ไม่เกี่ยวข้องกับ "มือที่สาม" จากฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งที่เข้ามาสร้างสถานการณ์ตามที่ "แกนนำ" และนักการเมืองสนับสนุนม็อบ ได้พยายามออกตัวแรง กันตั้งแต่กลางดึก หลังเกิดเหตุเพียงไม่นาน แม้ก่อนหน้านี้จะพยายามชี้เป้าว่า นี่อาจเป็น "แผน" จากฝ่ายรัฐ ที่หวังจะใช้มือที่สามเพื่อดิสเครดิต บั่นทอนการชุมนุม นอกจากนี้ยังน่าสนใจว่า ไม่เพียงแต่เหตุการณ์ยิงกันจากการ์ดของม็อบคณะราษฎรเองจะสร้างความวุ่นวาย และปลุกความหวาดกลัวเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นว่า เมื่อที่ชุมนุมได้เชิญ "ส.ศิวรักษ์" สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิด นักเขียนชื่อดัง มาร่วมชุมนุม พร้อมกันนี้ส.ศิวรักษ์ ยังตำหนิการใช้มาตรา 112 ของพล.อ.ประยุทธ์ อาจจะนำไปสู่การสร้างความสุ่มเสี่ยงต่อตัวคนพูดเสียเอง หากมีถ้อยความใด เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 การชุมนุมเพื่อต่อต้านเผด็จการ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ จากนี้ไปยังไม่มีใครบอกได้ว่า "ภาระ" อันหนักอึ้งที่บรรดาแกนนำเยาวชนที่ยังโลดแล่น ดำเนินบทบาท อยู่นั้นจะยืนระยะให้กับการชุมนุมได้ยาวนานข้ามปีได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งชะตากรรมของตัวแกนนำเองที่จะต้องเข้าสู่โหมดของการเดินหน้าต่อสู้คดีคนละหลายคดี โดยเฉพาะมาตรา 112 ซึ่งมีโทษหนัก อันละเว้นมิได้