หลากหลายกลยุทธ์ที่ "ฝ่ายความมั่นคง" นำขึ้นมาใช้รับมือกับ "ม็อบราษฎร" เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา กำลังทำให้เกิดผลกระทบต่อ "แกนนำ" และ "ผู้ชุมนุม" ไม่น้อย เพราะไม่เช่นนั้นคง "แกนนำ" ที่ออกคำสั่ง และบงการผ่านโลกโซเชียล คงไม่ตัดสินใจ "เปลี่ยนแผน" เอาช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 24 พ.ย.โดยแจ้งผ่านเพจเฟชบุคในเครือข่ายม็อบปลดแอก ด้วยการอ้างว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน กับฝ่ายที่จงใจจัดม็อบชนม็อบ จนอาจกลายเป็นการ "เข้าทาง" ให้ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศใช้ "กฎอัยการศึก" เพื่อจัดการกับม็อบขั้นเด็ดขาด ดังนั้นจากเดิมที่แกนนำม็อบราษฎร นัดหมายมวลชนให้ไปชุมนุมกันที่หน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ บริเวณแยกวังแดง หวังที่จะกดดัน จาบจ้วง "สถาบัน"อย่างจงใจ จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคงได้นำตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งแนวกั้นปิดถนนเส้นทางโดยรอบใกล้กับสถานที่โดยรอบ ที่จะสามารถเข้าถึง สำนักงานทรัพย์สินฯ การเปลี่ยนสถานที่ชุมนุมของม็อบราษฎร จากสำนักงานทรัพย์สินฯ ไปเป็นที่หน้าสำนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ ย่านรัชโยธิน ซึ่งเป็นการขยับเข้าสู่ใจกลางเมือง ยิ่งส่งผลกระทบต่อการจราจรหนักมากขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนแผนการชุมนุม ของแกนนำครั้งนี้กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความหวั่นไหวเองว่าไม่กล้าที่จะ "บวก" พาผู้ชุมนุมฝ่าแนวกั้นเข้าไปยังบริเวณหน้าสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ตามเป้าหมายเดิม ที่ต้องการกดดันสถาบัน น่าสนใจว่าการชุมนุมของม็อบราษฎร ในรอบหลังๆ ได้มี "คนเสื้อแดง" เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในฐานะ ฝ่ายสนับสนุนจำนวนผู้คน รวมทั้งยังมีการวางบทบาทให้ "การ์ด" หรือทีมรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม เข้ามาอยู่ในซีน มีความโดดเด่น มากกว่าที่ผ่านมา เพราะจากนี้ไป โอกาสที่ "แกนนำม็อบ" จะถูกล็อคและบล็อคด้วย "คดีความ" ทั้งมาตรา 116 จนมาถึง "มาตรา112" ซึ่งถือว่ามีความรุนแรง จะยิ่งตามมา จนทำให้ในที่สุด ม็อบราษฎร จะต้องเจอกับภาวะ "แยกปลา แยกน้ำ" การชุมนุมของม็อบราษฎร เมื่อวันที่ 25 พ.ย. อาจกลายเป็น "จุดเปลี่ยน" การปรับเปลี่ยนรูปแบบมากขึ้น เนื่องจากเวลานี้ม็อบต้องรับมือกับฝ่ายรัฐ ที่ใช้กลยุทธ์ ดึงมวลชนใหออกห่าง ด้วยปฏิบัติการ "เชือดไก่ให้ลิงดู" ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มากขึ้น แม้แกนนำจะใช้วิธีการ "ยกระดับ" เรียกผู้ชุมนุมด้วยการพุ่งเป้าไปยังข้อเรียกร้องที่ 3 ที่ว่าด้วยการ "ปฏิรูปสถาบัน" ด้วยการใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย ท่าทีคุกคาม ก้าวร้าว มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้ แกนนำต้องกลายเป็นฝ่าย "บีบ" ให้เข้าสู่ "มุมอับ" มากยิ่งขึ้น การยึด "ฮ่องกงโมเดล"ในการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง ของแกนนำคณะราษฎร นั้นอาจจบลงด้วยความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับในกรณี "โจชัว หว่อง" แกนนำผู้ชุมนุมที่เกาะฮ่องกง กับแกนนำอีก 2รายที่ถูกจับกุมไปแล้วเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา เพราะอย่าลืมว่า สำหรับแกนนำม็อบราษฎร แล้วการถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดีในมาตรา 112 นั้นเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงและหนักหนาสาหัสอย่างที่สุด !