สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานถึงความเคลื่อนไหว "แกนนำม็อบฮ่องกง" เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง พร้อมด้วย อีวาน แลม และแอกเนส โจว ได้ให้การสารภาพต่อศาล สืบเนื่องจากแกนนำทั้ง 3 ถูกทางการดำเนินคดี จากการประท้วงที่เกาะฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว
โดยโจชัว หว่อง เปิดเผยกับสื่อก่อนเข้าสู่การพิจารณาคดีสั้นๆว่า "เราทั้ง 3 ตัดสินใจยอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา" หว่องบอกกับผู้สื่อข่าว
รวมทั้งยังระบุด้วยว่า "คงไม่แปลกใจเลยหากว่าผมถูกส่งเข้าสถานคุมขังในทันทีวันนี้เลย"
และยืนยันว่า "เราจะเดินหน้าสู้เพื่อเสรีภาพต่อไป และตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะคุกเข่าให้ปักกิ่งและยอมจำนน"
สิ่งที่เกิดขึ้นกับแกนนำม็อบฮ่องกง กำลังทำให้ ฝ่ายปกป้องสถาบัน ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามม็อบราษฎร "ฟันธง"ว่าที่สุดแล้ว "จุดจบ" ของแกนนำและผู้ชุมนุมอีกจำนวนไม่น้อยจะต้องประสบกับชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน นั่นคือการมีคดีความติดตัว ถูกดำเนินคดีอันเนื่องมาจากทำผิดกฎหมาย
แต่ที่จะรุนแรงและหนักหนาไปมากกว่า โจชัว หว่อง และแกนนำม็อบฮ่องกงที่กำลังทยอยเดินขึ้นศาล นั่นคือการที่แกนนำม็อบราษฎร จะต้องถูกแจ้งความดำเนินคดี ในมาตรา 112 เพราะการชุมนุมหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่มีเนื้อหาที่จาบจ้วง ดูหมิ่น ให้ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างจงใจ
การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่บัดนี้ได้กลายเป็น "พันธมิตร" กับผู้ชุมนุมเยาวชนในนามคณะราษฎร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พ.ย. ถนนอักษะ ได้แสดงให้รัฐบาลของ "บิ๊กตู่"พล. อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เห็นแล้วว่า นอกเหนือไปจากม็อบราษฎรที่ประกาศตัวต่อต้านมาตลอดหลายเดือนนั้น แท้จริงแล้วยังมี "คนเสื้อแดง" กองกำลังในภาคสนามของ รัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯที่เจ็บแค้นจากการถูกกองทัพยึดอำนาจในอดีตที่ผ่านมาอีกไม่น้อย
การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ถนนอักษะครั้งล่าสุด ดูจะมีน้ำหนักไม่น้อย แสดงให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้เห็นว่า รัฐบาลจะรับมือกับ "แรงต้าน"ได้ไหวหรือไม่ โดยเฉพาะการชุมนุมของม็อบราษฎร ในวันที่ 25 พ.ย.นี้ที่หน้าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่แยกวังแดง กทม. อาจกลายเป็นการชุมนุมที่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเข้าสู่ "จุดพีค"ได้ทุกเมื่อ !
อย่างไรก็ดีน่าสนใจว่า ตลอดหลายวันที่ผ่านมา บรรดาแกนนำม็อบราษฎร ต่างจงใจใช้กลยุทธ์ "ปล่อยข่าว" เพื่อปลุกเร้าให้ม็อบเกิดความฮึกเหิม ทั้งการใช้มาตรา 112 เข้าจัดการ จนล่าสุดมีการโหมกระพือข่าวว่าด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร ระคนปนไปกับการปูดข่าวว่ามีการส่งมือสไนเปอร์เข้ามาในกรุงเทพฯเพื่อหวังที่จะเก็บแกนนำ
แน่นอนว่ากลยุทธ์การปล่อยข่าว ของแกนนำคณะราษฎร น่าจะส่งผลในทางที่เป็นบวก ต่อฝั่งผู้ชุมนุมไม่น้อย เพราะนี่คือการระดมมวลชนให้มาร่วมปกป้องแกนนำ ในวันชุมนุมใหญ่ 25 พ.ย.นี้
แม้ล่าสุดจะมีรายงานข่าวจากกองทัพ ว่าไม่มีความจำเป็น และไม่มีความคิดว่าจะต้องให้ทหารออกมา เอ๊กเซอร์ไซส์ เพราะเชื่อมือเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า "เอาอยู่" ใช้กฎหมายที่มีอยู่ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
กลยุทธ์ การปล่อยข่าวว่าจะมีรายการปฏิวัติรัฐประหาร จากแกนนำม็อบราษฎรกำลังสะท้อนว่า สถานการณ์กำลังจะเข้าสู่ "ความรุนแรง"แล้วใช่หรือไม่ เพราะการชุมนุมที่ยืดเยื้อ แต่กลับไม่ได้รับการสนองตอบจากพล.อ.ประยุทธ์ และ "บิ๊กทหาร" ดูจะไม่ใช่ "คำตอบ" ที่ฝ่ายผู้ชุมนุมต้องการอีกต่อไป
การชุมนุมที่ยืดเยื้อ นอกจากจะยืนระยะได้ยากเย็นแล้ว ยังเป็นการเปิดหน้าให้แกนนำถูกดึงเข้าสู่คิลลิ่งโซน จากการเคลื่อนไหวของตัวเอง มากขึ้นทุกที !