การชุมนุมเคลื่อนไหวที่นำหน้าโดย "กลุ่มราษฎร" เมื่อวันที่ 18 พ.ย.63ที่ผ่านมา พุ่งเป้าไปที่การปักหลักปิดล้อมบริเวณหน้าสำนักงานตำรรวจแห่งชาติ เพื่อตอบโต้การใช้รถฉีดน้ำและแก๊สน้ำตา สลายผู้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่17 พ.ย.ซึ่งการชุมนุมที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นได้สร้างความตึงเครียดเกิดขึ้น ระลอกใหม่! เมื่อผู้ชุมนุมที่มีความโกรธแค้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นทุนเดิม จากเหตุการณ์ที่หน้ารัฐสภา ปฏิบัติการสาดสี จนเละเทะที่หน้าสตช. และบริเวณใกล้เคียงจึงเกิดขึ้นผ่านสื่ออย่างที่เห็น แต่สิ่งที่กลายเป็นประเด็น ปลุกให้เกิดกระแสตีกลับ เมื่อพบว่า บรรดาผู้ชุมนุมต่างพากัน ฉีด พ่นสีสเปรย์ลงพื้นถนน กำแพงวัดปทุมวนาราม ทำลายกล้องวงจรปิดเสียหาย รถตำรวจถูกเจาะยาง และที่เลวร้ายจนกลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง คือการที่มีผู้ชุมนุม ปีนขึ้นไปยังฐานพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระพันปีหลวง บริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วพ่นข้อความก้าวร้าว จาบจ้วง ภายหลังจากที่มีเสียงโจมตีการกระทำอันก้าวร้าว หยาบคายของผู้ชุมนุม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมาคือการที่ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกแถลงการณ์ว่าจะใช้กฎหมายทุกฉบับที่มีความเข้มข้น จัดการขั้นเด็ดขาด นั่นหมายรวมไปถึง กฎหมายอาญา ในมาตรา112 ที่ด้วยว่าการหมิ่นสถาบัน "มีคนไปสาดสีโน้นนี่ แต่วันนี้มีเด็กนักเรียน มีประชาชนต้องมาคอยลบและล้างสี ทำไมไม่พูดถึงคนเหล่านี้บ้าง แต่ไปให้ความสำคัญกับคนที่ไม่สร้างความสงบเรียบร้อย ทำความผิด ละเมิดสถาบันฯ ผมว่าไม่ถูก สื่อให้ความสำคัญอย่างนี้ไม่ถูก คนดีๆ เขาทำตั้งเยอะแยะ มันควรจะต้องให้เขามาทำไหมทำลายสิ่งของทางราชการ ละเมิดสถาบันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมคนหนึ่งที่ยอมรับไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบฯ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ท่าทีจากพล.อ.ประยุทธ์ ที่แสดงออกชัดเจนว่า "รับไม่ได้"และพร้อมที่จะใช้ "ยาแรง" ใช้กฎหมาย "ทุกฉบับ" ที่มีอยู่เพื่อดำเนินการกับผู้ชุมนุมที่ "เกินเลย" อาจจะไม่ได้ทำให้ฝ่ายผู้ชุมนุม และแกนนำ สะทกสะท้านนัก เพราะนี่คือการอากัปกริยาจาก "ฝ่ายตรงข้าม" ผู้นำรัฐบาลที่พวกเขาตะโกนขับไล่กันมาตลอด หากแต่การที่มีพี่น้องประชาชน ลูกเด็ก เล็แดงพากันไปทำกิจกรรม ช่วยล้างสี ทำความสะอาดในสิ่งที่ผู้ชุมนุมสาดสี จนทำให้หน้าสำนักงานสตช. เลอะเทอะ ไปจนถึงภาพที่ประชาชน ผู้จงรักภักดี ช่วยกันทาสีทับข้อความจาบจ้างที่ ฐานพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระพันปีหลวง ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมาต่างหาก คือ "กระแส" ที่ตีกลับซึ่งกำลังสะท้อนให้ "แกนนำ"และ "คนที่อยู่เบื้องหลัง" การชุมนุมครั้งนี้ ได้รู้ว่า ในบ้านเมืองนี้ยังมี "พลังเงียบ" อีกไม่น้อย ที่กำลังยืนอยู่ตรงข้ามกับฝั่งผู้ชุมนุม การประกาศนัดระดมพลเพื่อชุมนุมแสดงพลัง ของกลุ่มราษฎรที่จะมีขึ้นในวันที่ 25พ.ย.นี้ที่หน้าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แยกวังแดง กทม. คือการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าแท้จริงแล้ว ต้องการก้าวล่วงไปถึงสถาบัน มากกว่าการเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกหรือให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่การเดินไปข้างหน้าของแกนนำเยาวชน ทั้งคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงพระที่สุ่มเสี่ยงจะต้องเผชิญกับมาตรา112 ซึ่งถือว่าเป็นข้อหาที่รุนแรงไม่น้อย ควบคู่ไปกับการออกมา แสดงออกของ "พลังเงียบ" ในสังคมว่าไม่เอาม็อบปลดแอก คือโจทย์ที่ท้าทาย และลดทอนการเคลื่อนไหวอย่างที่สุด!